อย่าอยู่อย่างอยาก

อย่าอยู่อย่างอยาก
อย่าอยู่อย่างอยาก อยู่อย่างที่อยาก
เเชร์ (Share)

อย่าอยู่อย่างอยาก

มุ่งหวังสิ่งใด ก็ไปให้สุด แล้วจุดจนติด คิดอย่างเดียวไม่พอ ต้องลงมือทำครับ อย่าอยู่..อย่างอยาก อยู่อย่างที่อยาก  

มีผู้คนมากมายมองดูสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ในขณะที่หลายๆ คนรู้สึกประหลาดและอัศจรรย์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มีแค่เพียงบางคนที่ทำให้มันเกิดขึ้น อย่าอยู่อย่างอยาก ..ทำให้มันเกิดขึ้นมาครับ ผลงานและการสร้างทั้งหลายเกิดขึ้นสองครั้งเสมอ ครั้งแรกในระดับของความนึกคิดและจินตนาการ ครั้งที่สองในระดับของการปฎิบัติและลงมือทำ อย่าหยุดเอาไว้แค่ความนึกคิดและจินตนาการ เราอาจจะเป็นอีกหนึ่งคนที่กำลังนำสิ่งดีๆ สิ่งใหม่ๆ มาสู่สังคมและโลกใบนี้

“ผมคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด…ผมพูดแบบนี้ตั้งแต่ก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองยิ่งใหญ่แค่ไหน”

“มันเป็นเรื่องยากที่จะถ่อมตัว…ถ้าคุณยิ่งใหญ่อย่างที่ผมเป็น”

“ถ้าคุณเคยคิดว่าจะเอาชนะผม คุณก็ควรตื่นจากฝัน แล้วมาขอโทษผมแทน”

เราอาจไม่ต้องมี …ความมั่นใจในระดับตำนาน !!!  …แบบ มูฮัมหมัด อาลี (อดีตนักมวยและแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวท) เจ้าของคำพูดด้านบนก็ได้ ขอให้เรามีความจริงใจและจริงจังกับความตั้งใจและความฝันของเราก็เพียงพอแล้ว

จริงใจคือความซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามานานพอสมควรและไม่เคยจางหายตามกาลเวลาหรือบางครั้งกลับชัดเจนยิ่งขึ้น แน่นอนว่า…นี่ต้องไม่ใช่สิ่งที่ทำเพื่อเติมเต็มความคาดหวังของใคร ไม่ใช่เพื่อแสวงหาความชื่นชมและการยอมรับจากภายนอก ไม่ใช่สิ่งที่ทำตามกระแส ไม่ใช่สิ่งที่ทำเพราะว่างและไม่มีอะไรจะทำ มันไม่ใช่สิ่งอื่นใดเลยนอกจากสิ่งนั้นที่มีเสียงดังมาจากใจของเราเอง

จริงจัง หมายถึงการเริ่มศึกษา วางแผน และลงมือทำบางสิ่งบางอย่างให้เป็นรูปธรรม ให้เริ่มจากก้าวที่หนึ่งเพื่อจะได้มีก้าวต่อไป ภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า ไม่ได้น่ากลัวเหมือนเวลาที่เรามองมันจากระยะไกล เดินเข้าไปหามันเลยเพื่อเรียนรู้ถึงลักษณะทางกายภาพของมันและเราจะรู้เองว่าต้องทำอะไรต่อ อย่ามัวแต่เลือกซื้อรองเท้าและเสื้อผ้าที่เหมาะสมที่สุดเพราะพอถึงเวลาแล้วก็ต้องเปลี่ยนอยู่ดี ให้เริ่มจากสิ่งที่มีแล้วเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมเมื่อเวลานั้นมาถึง

ความล้ำหน้าของดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Technology) ในปัจจุบันทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลและสิ่งต่างๆ ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่สนับสนุนความคิดริเริ่มและการสร้างสรรค์ผลงานผ่านการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลเพื่อจุดประกายให้เกิดสิ่งใหม่ๆ กลับเข้าสู่สังคมสังคมโลกาภิวัตน์ (Global Society) ที่เรากำลังอาศัยอยู่  ใช่ครับ …เราเองก็เป็นคนหนึ่งในอีกหลายๆ คนที่สามารถร่วมส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความเป็นไปของสังคมในยุคปัจจุบัน ประเด็นที่อยากให้เรามุ่งเน้นคือ ..ความแปลกใหม่ …ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ ความแปลกใหม่ที่เราเป็นผู้ริเริ่มและเพิ่มเติมให้กับโลกใบนี้ ส่วนความยิ่งใหญ่นั้นขึ้นอยู่กับว่าใครจะมอง ขนาดของความยิ่งใหญ่จะแปรผันตามความความพอใจเสมอ ในหลายๆ บริบทของชีวิต แค่รู้จักพอเพียงแล้วเพียงพอก็พอแล้ว   

ความสุขและสิ่งใดที่เราเป็นได้ เราต้องไปเป็นสิ่งนั้น มีภาษิตจีนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “การพูดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ข้าวสุก” นั่นหมายถึงทุกอย่างจะเริ่มจากการกระทำ นาฬิกาเองก็ไม่เคยหยุดเดินแม้แต่เวลาที่เรากำลังอ่านประโยคนี้อยู่ ทุกวินาทีจะผ่านไปไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะเสียใจและเสียดายในสิ่งที่เราอยากทำแล้วไม่ได้ทำมากกว่าสิ่งที่เราเคยทำไปแล้วไม่ได้ดั่งใจ โอบกอดความกลัวไว้ทำไม? กลัวล้มเหลว กลัวว่าความสามารถไม่ถึง กลัวคนอื่นไม่เข้าใจและดูแคลน  กลัว… หรือแท้จริงแล้วเรากลัวว่าจะทำมันสำเร็จ? จะดีกว่าไหมถ้าเราสลัดความกลัวออกไป แล้วใส่ความกล้าเข้ามาแทน กล้าที่จะนับหนึ่ง…..มาปลดสายรั้งกัน

“…..ปลดสายรั้งใบเรือทุกเส้น แล้วแล่นออกไปจากท่าอันแสนสงบ กางใบรับสายลมที่ผ่านเข้ามา ค้นหา ฝันใฝ่ แล้วจะพบ” (มาร์ก ทเวน)

“…..Throw off the bowlines. Sail away from safe harbor.  Catch the trade winds in your sails.  Explore Dream Discover” (Mark Twain)                                                                                                     

กล้าที่จะนับหนึ่ง อย่าอยู่อย่างอยาก
กล้าที่จะนับหนึ่ง ค้นหา ฝันใฝ่ แล้วจะพบ

และถ้ามีหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่อยากจะทำแล้วยังไม่ได้ทำเพราะไม่รู้จะเริ่มอันไหนก่อนดี ให้เริ่มอันที่สำคัญที่สุดสำหรับเราก่อน เหมือนอย่างที่พระลามะทิเบตรูปหนึ่งได้เคยกล่าวไว้ว่า การจัดลำดับความสำคัญในชีวิตก็เหมือนการเติมเต็มเหยือกด้วยการใส่ก้อนหินก้อนใหญ่ทีละก้อน จากนั้นจึงเติมก้อนกรวดแล้วเขย่าให้ก้อนกรวดทั้งหมดแทรกตัวอยู่ระหว่างก้อนหิน ต่อด้วยการเติมทรายเข้าไปเพื่อให้แทรกอยู่ตามช่องว่างของก้อนกรวด แล้วสิ่งสุดท้ายคือการเทน้ำใส่จนเต็ม ท่านกำลังบอกเราว่า ถ้าไม่ใส่หินก้อนใหญ่ลงไปก่อน เราก็ไม่สามารถใส่สิ่งที่เหลือลงไปได้หมด ก้อนหินก้อนใหญ่เป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนนะครับเพราะแต่ละก้อนก็มีลักษณะที่สะท้อนเป้าหมายและความฝันของแต่ละคน ยิ่งไปกว่านั้น..มันมีคุณค่าในตัวมันเองที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร 

อยากให้เราฟังเสียงเรียกร้องจากหัวใจของเราเองให้มากกว่าเสียงจากคนรอบข้าง ทุกความหวังดีที่เข้ามาอยากให้ฟังอย่างเป็นกลาง ไม่มีอคติ และคิดในเชิงบวกเพื่อนำมาปรับปรุงหรือเพิ่มเติมในส่วนที่ยังขาด อย่าให้มาเป็นอุปสรรคทางใจที่จะเดินหน้าสู่ฝันและความตั้งใจของเรา ถึงเวลาแล้วครับ …ได้เวลาแล้วที่จะออกไปตามความฝันและสานมันให้เป็นจริงสักที

“อย่าอยู่อย่างอยาก…อยู่อย่างที่อยาก” นะครับ

.

เป็นกำลังใจให้ครับ

-อนัตตา-

.

ร้านหนังสือ [BOOKSHOPS]

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>