พูดน้อย ต่อยหนัก

พูดน้อย ต่อยหนัก
พูดลดลง แต่ได้ผลมากขึ้น
เเชร์ (Share)

พูดน้อย ต่อยหนัก

พูดน้อย ไม่ได้หมายถึงพูดไม่เก่ง สื่อสารไม่เป็น หรือเป็นข้อเสียเปรียบแต่อย่างใด หากการพูดน้อยนั้น เป็นการพูดอย่างมีคุณภาพ มีสาระ และน่าฟัง คือพูดเเบบมีน้ำหนัก เเละเหตุผล อย่างที่เรียกกันว่าพูดน้อยต่อยหนัก 

ความคิดเห็นที่แตกต่าง มักนำไปสู่การโต้แย้ง เราจึงพยายามหาเหตุผล มาเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายคล้อยตาม จริงๆ แล้ว วิธีที่ดีกว่า คือการพูดให้น้อยลงต่างหาก เป็นการใช้คำพูดที่ลดลง แต่ให้มีน้ำหนักมากขึ้น เพื่อที่จะชนะใจอีกฝ่าย

วิธีการพูดแบบ  พูดน้อย ต่อยหนัก และให้ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการนั้น  ครึ่งหนึ่งจะมาจากการเตรียมความพร้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควบคุม และกำหนดได้

ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่ง จะเกี่ยวข้องกับ ความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ และปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุม

เตรียมความพร้อม

คิดให้ถี่ถ้วน และรอบคอบว่า อะไรคือผลลัพธ์ที่เราต้องการจากการพูดนั้นๆ เพื่อที่จะได้ใช้คำพูดต่างๆ ให้กระชับ และตรงประเด็น จากนั้นใช้เวลาในการหาข้อมูล และข้อเท็จจริงต่างๆ ให้ได้มากที่สุด และจะดีมาก ..ถ้ามีตัวเลข หรือสถิติต่างๆ ประกอบกับข้อมูลเหล่านั้น

ให้ใช้การเขียนประเด็นหลักทั้งหมด ที่ต้องการจะพูด ออกมาเป็นข้อๆ เพื่อความชัดเจน และความง่ายในการเรียบเรียง พร้อมกับหาข้อสนับสนุน ในแต่ละประเด็นหลักเหล่านั้น

พิจารณาความพร้อมโดยดูจาก โอกาส เวลา สถานที่ในการพูดคุย รวมถึงอารมณ์ของคู่สนทนาว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด ให้จำไว้เสมอว่า เราไม่จำเป็นต้องโต้แย้งในทุกๆ เรื่องที่เราไม่เห็นด้วย บางเรื่องก็แค่รับฟังเเล้วปล่อยไป

พูดน้อย ต่อยหนัก คือการมุ่งเน้นเพื่อที่จะพูดคุยในเรื่องที่สำคัญ ไม่หลงประเด็น  และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เราต้องการ

ฝึกพูดช้าๆ และมีจังหวะจะโคน เตรียมความพร้อมก่อนการสนทนา ด้วยคำพูดที่กระชับ มีความเฉพาะเจาะจง รวมไปถึงคำคม และประโยคสำคัญ ที่อาจจำเป็นต้องใช้ไว้ล่วงหน้า

เรียนรู้.. ที่จะมีท่าที ที่กระตือรือร้น กระปรี้กระเปร่า ในการพูดคุย แต่อย่าให้ถึงกับลนลาน หรือก้าวร้าว เพราะนั่นจะเป็นการปิดประตูแห่งการยอมรับตั้งแต่แรกเริ่ม

พูดน้อย ต่อยหนัก ด้วยการค้นหาข้อมูลให้ครบ
เตรียมพร้อมด้วยการหาข้อมูล

การพูดคุยและสนทนา

ในขณะที่เริ่มสนทนา ให้นั่ง หรือยืนหันหน้าเข้าหาคู่สนทนา เเต่อย่าใกล้จนเกินไป ใช้ภาษากาย (body language) แบบเปิดด้วยการ ยิ้มอย่างจริงใจ มีท่าทีที่เป็นมิตร และสบตาคู่สนทนาบ้างเป็นบางโอกาส และอย่ากอดอกขณะพูดดคุย

พูดน้อย ต่อยหนัก คือการใช้หูหรือการฟัง มากกว่าการใช้ปากหรือการพูด แต่ทุกคำพูดที่เปล่งออกไป กลับมีน้ำหนักและสามารถจูงใจคู่สนทนา

เราอาจจะเริ่มด้วยการให้คู่สนทนาเป็นฝ่ายพูดก่อน ..ให้เรามีสมาธิในการฟัง เเละพุ่งความสนใจทั้งหมดไปในเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังพูด ฟังเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ มีอารมณ์ร่วม เเละที่สำคัญคือ การไม่ขัดจังหวะการพูดของเขา

การฟังให้มากกว่าพูดนั้น จะสร้างข้อได้เปรียบในหลายๆ ทาง เราจะได้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของ ความไม่เห็นด้วย หรือความคิดเห็นที่แตกต่างจากเรา ทำให้เข้าใจมุมมองของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้เราสามารถเลือกใช้ข้อมูล และข้อเท็จจริงที่ เราเตรียมและศึกษามาก่อนหน้านี้ ในการจูงใจ ให้เขาคล้อยตามเราได้มากขึ้น

และนั่น ..อาจจะช่วยให้เราใช้การพูดน้อยลงกว่าครึ่งหนึ่ง แต่สามารถทำให้ทุกคนคล้อยตามได้ ไม่เว้นแม่แต่คนที่หัวแข็งที่สุด ไม่ต้องอารมณ์เสีย ไม่ต้องขึ้นเสียง และไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้า

การฟังจึงเป็นทักษะหลักของวิธีการสื่อสารแบบ พูดน้อยต่อยหนัก ที่ให้ผลดีเสมอมา

สิ่งที่ควรระวังคือ อย่าให้การพูดมุ่งโจมตีไปที่ตัวบุคคล การด่วนสรุปแบบเหมารวม และไม่มีเหตุผลรองรับเพียงพอ การให้เหตุผลแบบวกวน การเบี่ยงเบนประเด็น การอ้างคนหมู่มาก และการพูดถากถางจุดอ่อน  ถ้าเจอสถานการณ์ดังกล่าว ให้ใช้ความนิ่ง แล้วพูดกลับเข้าประเด็นหลักอย่างนิ่มนวล

ถ้าสุดท้าย การสนทนาเดินทางมาถึงทางตัน เราอาจจะต้องขอความเห็นจากบุคคลที่สาม ซึ่งมีความรู้ และความเข้าใจในประเด็นที่พูดคุยเพียงพอ

และในบางครั้ง การพักการสนทนาก็มีความจำเป็น เพื่อให้เรามีเวลาทบทวน และสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ เพื่อที่จะนำเสนอในโอกาสต่อไป

ความสัมพันธ์สำคัญที่สุด

ให้คิดอยู่เสมอว่า ความสัมพันธ์กับคนที่เราคุยด้วย มีความสำคัญกว่า การชนะการโต้แย้ง เราอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในการชักจูงเขาในครั้งนี้ แต่ก็อาจเป็นโอกาสต่อๆ ไป ซึ่งส่วนหนึ่งของความสำเร็จก็มาจาก ความสัมพันธ์ที่ดี และความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อกัน

เราอาจจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพื่อที่จะให้เกิด การเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน เพราะในหลายๆ ครั้ง เรามักจะโต้แย้งกันในประเด็นแฝงมากกว่าประเด็นหลัก ให้พยายามชักจูงอีกฝ่ายมาเปิดใจคุยกันว่าจริงๆ แล้วอะไรคือผลลัพธ์ที่แท้จริง หรือสิ่งที่เราต้องการจากการสนทนา  เพื่อที่จะได้ใช้ข้อเท็จจริง ในการหาข้อสรุปที่ถูกต้องร่วมกัน

ควรชนะการโต้แย้ง ด้วยเหตุผล เเละเปิดโอกาสให้คู่สนทนาเป็นฝ่ายเลือกตัดสินใจ ซึ่งเป็นการให้เกียรติ หรือให้หน้า (give face) และทำให้เขามีส่วนร่วมในความคิด หรือแนวทางใหม่ที่จะเดินไปด้วยกัน 

อย่าใช้การบีบบังคับด้วยสถานการณ์ หรืออำนาจที่เรามี เพราะจะเป็นการชนะแบบชั่วคราว คือชนะแค่การโต้แย้งในครั้งนั้นเท่านั้น แต่เราอาจจะสูญเสียความสัมพันธ์ และความรู้สึกที่ดีที่มีต่อกันไป

พึงระลึกอยู่เสมอว่า ไม่มีใครสามารถชนะการโต้แย้งในทุกๆ ครั้ง รู้จักที่จะยอมรับความพ่ายแพ้อย่างจริงใจ เมื่ออีกฝ่ายมีข้อเท็จจริง และเหตุผลอันสมควรมากกว่า เป็นการเรียนรู้เพื่อหาข้อปรับปรุง เเละเตรียมการที่ดีขึ้นในครั้งหน้า

.

.

เนื้อหาเพิ่มเติมและหนังสือที่เกี่ยวข้อง

.

ร้านหนังสือ [BOOKSHOPS]

.

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>