หมดไฟ ? ..มาจุดกันใหม่

หมดไฟ
ไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำอะไร
เเชร์ (Share)

หมดไฟ ? ..มาจุดกันใหม่

ไม่ได้แปลกอะไรนะครับ ถ้าเราต้องใช้ชีวิตที่เร่งรีบ เเละอยู่ในความวุ่นวายเเทบจะทุกวัน แล้ววันหนึ่งจะรู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อๆ เซ็งๆ ไม่ค่อยสมาธิ ฟุ้งๆ แต่ไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำอะไร คืออยู่ดีๆ ก็.. หมดไฟ  ..ไปดื้อๆ เลย

เหนื่อยนักก็พักก่อนครับ อย่าไปฝืนทำต่อ ขนาดเครื่องจักรยังต้องมีหยุดพักหยุดซ่อม แล้วคนธรรมดาๆ อย่างเราล่ะ ก็ต้องมีการพักที่เหมาะสม อาการเหนื่อยล้าเเละ ‘ไฟตก’ ไม่ยากอะไรที่จะแก้ไขครับ

มีบางคนพูดว่า ก็พักแล้วนี่..แต่ก็ยังไม่หาย รู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ เมื่อไหร่ ก็ไปเดินช็อปปิ้ง ไปดูหนัง อยู่บ้านชิวๆ ฟังเพลงที่ชอบ หรือแม้กระทั่งจัดทริปไปเที่ยวไกลๆ แต่พอกลับมาทำไมยังรู้สึก.. ไม่มีไฟ ..อยู่ อีก.!?

มีการพักอีกอย่างนึงครับที่ใช้ได้ผล พักแล้วหายเหนื่อยจริงๆ และสามารถทำให้ไฟที่เคยมอดกลับมาลุกโชติช่วงอีกครั้ง  เป็นการพักโดยการที่เราจะจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือที่เราเรียกว่าการทำสมาธิ

จ๊าก !..หมายถึงนั่งสมาธิเหรอ ไม่เอาทำไม่เป็น

อ้า !..ไม่เอา ไม่ชอบ เคยลองแล้ว

อ้าว !..ตกลงจะชวนฉัน..เข้าวัดเหรอ.?

เดี๋ยวครับอย่าเพิ่งหนีไปไหน การทำสมาธิในที่นี้ไม่ได้หมายถึงให้นั่งสมาธิ แต่หมายถึงการที่เรามีจิตใจจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราทำ และต้องเจอในชีวิตประจำวัน ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับว่าได้ผลจริง

การพักที่แท้จริงนั้นต้องพักทั้งกายและพักใจควบคู่กันไป  ไม่ใช่การปล่อยให้ตัวเองทำงานแบบหักโหมแล้วจึงค่อยพักหรือบางที ถึงกับ.. หมดไฟ ..ไปเลย แต่เป็นการทำงานและการพักที่เกิดขึ้นควบคู่กัน และต่อเนื่องกันไป ซึ่งให้ผลได้ดีกว่าทั้งระยะสั้นและระยะยาว การพักที่กำลังพูดถึงนี้ กำลังเป็นที่นิยมในหลายองค์กรชั้นนำทั่วโลกรวมถึงบริษัทอย่าง Google Facebook หรือ Twitter ด้วย

สติและความรู้ตัว (Mindfulness)

การมีสติรับรู้ถึงลมหายใจสามารถทำได้ทั้งระหว่างวัน และช่วงที่เรามีเวลาว่างจริงๆ เช่นช่วงก่อนเข้านอน โดยอาจจะทำเป็นช่วงสั้นๆ เริ่มจาก 1 นาที เป็น 5 นาที เป็น 10 นาที และพัฒนาเป็นครึ่งชั่วโมงหรือ 1 ชั่วโมงต่อไป

ในช่วงที่พอมีเวลาว่าง ..วิธีการทำง่ายๆ คือ ให้นั่งตัวตรงแบบสบายๆ ให้รับรู้ถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออก รู้สึกถึงหน้าท้องที่ขยับขึ้นขยับลงตามจังหวะของการหายใจ โดยไม่ต้องพยายามที่จะบังคับลมหายใจ แค่รู้สึกและตามลมหายใจเข้าออกแค่นั้น

ในระหว่างวัน เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเหม่อลอย ฟุ้งซ่าน หรือหงุดหงิด ก็ให้มาจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจเข้าออกแทน แค่รู้สึกว่า..เราหายใจเข้าและออกอย่างไร ถึงแม้ว่าจะยังมีความฟุ้งซ่านเข้ามาเป็นระยะๆ ก็แค่รับรู้ แต่ไม่ต้องใส่ใจ เราก็เพียงจดจ่อกับลมหายใจเข้าออกต่อไป ทำไปเรื่อยๆ แบบสบายๆ

หมดไฟ ให้มี สติเเละสมาธิ ต่อสิ่งที่ทำ
มีสติเเละสมาธิต่อสิ่งที่ทำ

ชานชาลากับขบวนรถไฟ

ทำตัวเราเองให้เหมือนชานชาลาที่อยู่นิ่งๆ ซึ่งจะมีรถไฟก็คือความกังวลต่างๆ ผ่านเข้ามา ให้ตั้งชื่อแต่ละขบวนรถไฟที่ผ่านเข้ามา เช่น ต้องส่งงานสำคัญในอาทิตย์หน้าแต่กลัวว่าจะทำได้ไม่ดี อาจจะตั้งชื่อว่า “กลัวไม่ดี” จากนั้น ให้ทำ 5 ขั้นตอนตามลำดับ

  1. ทิ้ง “กลัวไม่ดี” ออกไป..มันยังไม่เกิดขึ้นเลย ทำไมถึงคิดไปเอง? คือเพิกเฉยกับรถไฟขบวนนั้นที่ชื่อ “กลัวไม่ดี”  ให้ผ่านออกไป
  2. ถ้าทิ้งแล้วความคิดยังไม่ออกไป ให้ลองคิดในมุมกลับ ไม่เห็นต้อง “กลัวไม่ดี” ไม่มีอะไร Perfect หรอก ทำเต็มที่แล้วก็ถือว่าดีแล้ว ส่วนที่ขาดก็ปรับปรุงในครั้งต่อไป
  3. ถ้ายังไม่ได้ผลอีก ..ให้ลองคิดถึงบุคคลที่เป็นไอดอลของเรา ถ้าเขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา เขาจะทำอย่างไร?
  4. จดจ่อกับสิ่งที่ทำในปัจจุบัน พอถึงขั้นตอนที่ 4 แล้ว เราจะเริ่มรู้แล้วว่า เราเพียงแค่คิดฟุ้งซ่านไปกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น !!
  5. สุดท้ายถ้ายังสับสน วุ่นวาย และฟุ้งซ่าน แม้ทำตามทั้ง 4 ขั้นตอนแล้ว ให้หาสาเหตุที่แท้จริงให้เจอ ความฟุ้งซ่านอาจจะเป็นแค่เปลือกหรือผิวที่อยู่รอบนอก แต่ลึกๆ ข้างในแล้วเราต้องการอะไรกันแน่ หาสาเหตุที่แท้จริงให้เจอแล้วแก้ไข

ขั้นตอนดังกล่าวเป็นการฝึกให้เรารับรู้ถึงความกังวลที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เราสามารถหยุดการคิดแบบ..เรื่อยเปื่อย..ล่องลอย..และไม่มีจุดหมาย มีสติกลับมาอีกครั้งหนึ่ง การทำงานของสมองจะน้อยลงและใจของเราจะเบาลง

สายฝน (RAIN)

เป็นวิธีจัดการความรู้สึกโกรธ หรือเครียดมากๆ ซึ่งมักจะทำให้เราเริ่มใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางธรรมชาติของทุกคน เมื่อเกิดอารมณ์แบบนั้นขึ้น ให้ดึงส่วนที่เป็นเหตุผลของเราขึ้นมาใช้แทนด้วยการนึกถึงสายฝน (RAIN)

R – Recognize: “รู้” ว่ามีอารมณ์โกรธหรือเครียดเกิดขึ้นแล้ว

A – Accept: “ยอมรับ” ว่ามันเกิดขึ้นกับเรา

I – Investigate: “สำรวจ” ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายเราบ้าง เหงื่อออก หน้าร้อน หายใจถี่ หรืออาการอื่นๆ

N – Not Identify: “เพิกเฉย” ไม่ต้องให้ความสำคัญ …ปล่อยวางอารมณ์นั้นๆ ให้มันผ่านไป

เราจะรู้สึกสบายขึ้นเพราะเพียงแค่ ‘เห็น’ แต่ไม่ได้เข้าไป ‘เป็น’ หรือตามอารมณ์เหล่านั้นไป

วันแห่งความขี้เกียจ

ให้กำหนดขึ้นมาอย่างน้อยหนึ่งวันในรอบสัปดาห์ ที่จะเป็นวันที่เราจะไม่ทำงานอะไรเลย นอนตื่นสายเท่าไหร่ก็ได้ตราบที่เรายังอยากนอนอยู่ ดูหนัง ฟังเพลงอยู่กับบ้าน อ่านหนังสือที่ชอบ ทำกิจกรรมที่รัก และที่สำคัญเป็นหนึ่งวันที่เราจะไม่เช็คอีเมล และยุ่งเกี่ยวกับ Social Media ..ปิดโหมด “Always on” หรือ การเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ตลอดเวลา

ทำให้เป็นช่วงเวลาที่เราได้สัมผัสถึง “การพัก” ที่แท้จริง ด้วยการห่างจากความวุ่นวายของโลกภายนอก และอยู่กับความเป็นตัวของตัวเองจริงๆ แล้วความรู้สึก.. หมดไฟ ก็จะหายไปได้ไม่ยาก

ออกกำลังกาย

จิตใจที่สดใสอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง ..การออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราทุกคน ให้เลือกออกกำลังกายที่เราชอบหรือพอทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง เต้นแอโรบิค ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือ การออกกำลังกายอื่นๆ ที่ชอบ ซึ่งจะทำให้ให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วกว่าปกติ การไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้น เหงื่อที่ออกจะช่วยระบายของเสีย และร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟินซึ่งจะช่วยทำให้เรามีความสุข และกระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอ

นอนหลับอย่างมีคุณภาพ

สุดท้ายและน่าจะสำคัญที่สุด แต่หลายคนอาจลืมให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ ..‘การนอน

เพราะการอดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอนอกจากจะทำให้ร่างกายเราเสื่อมถอยเร็วขึ้นแล้ว ยังจะทำให้จิตใจเราได้รับผลกระทบโดยตรง สมองจะไม่ปลอดโปร่ง คิดอะไรไม่ค่อยออก คิดช้า รู้สึกอึนๆ มึนๆ หงุดหงิดง่าย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ถ้าสะสมนานเข้าก็จะทำให้เกิดอาการ.. หมดไฟ แน่นอน ควรนอนให้เต็มอิ่มและมีคุณภาพ หยุดคิดเรื่องงาน ให้สมองได้พัก หยุดไถมือถือ ให้ใจได้ห่างจากความวุ่นวายบ้าง การนอนหลับอย่างเต็มอิ่มจะทำให้เราตื่นมาอย่างสดชื่น และรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีไฟและพลังในการใช้ชีวิตประจำวัน

ทุกอย่างต้องฝึกไปทีละเล็กละน้อยจนเป็นนิสัย แล้วผลที่ได้จะค่อยๆ ตามมา เพราะอาการ.. หมดไฟ เกิดจากการที่ร่างกาย สมอง และจิตใจของเราต้องรับภาระหนักอย่างต่อเนื่อง เเต่ขาดสมดุลของการพักผ่อนที่เพียงพอโดยเฉพาะการพักสมองและพักใจ ..การมี ‘สติ’ เเละ ‘รู้ตัว’ นอกจากจะทำให้เรา ‘หยุดมโน’ กับเรื่องราวต่างๆ เเล้ว ยังสามารถช่วยให้เราทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้นด้วยการจดจ่อ เป็นการสั่งให้สมองทำทีละเรื่องทีละอย่าง ไม่หักโหมคิดหลายๆ อย่างในคราวเดียว ซึ่งเป็นการสร้างสมดุลของการทำและการพักในทุกๆ สิ่งที่เราทำ แล้วอาการหมดไฟก็จะหายไปครับ

.

เนื้อหาเพิ่มเติมและหนังสือที่เกี่ยวข้อง

.

ร้านหนังสือ [BOOKSHOPS]

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>