ความไม่ประมาท

ความไม่ประมาท
ในการปล่อยวาง มีความไม่ประมาท
เเชร์ (Share)

ความไม่ประมาท ในการทำสิ่งต่างๆ แล้วรู้จักที่จะปล่อยวางคือ ความไม่ประมาท ที่ทำแล้วเกิดสุข เพราะเป็นการกระทำที่สอดคล้องไปกับความเป็นจริงของธรรมชาติ หรือถ้าเริ่มจากการปล่อยวาง ก็ขอให้ ปล่อยวางด้วยความไม่ประมาท เช่นกัน

โดยส่วนใหญ่แล้ว ความไม่ประมาทจะเป็นเรื่องของการทำกิจ ในขณะที่การปล่อยวาง จะเป็นเรื่องของการทำจิต ทำกิจแล้วก็ต้องทำจิตควบคู่กันไป

ปล่อยวาง อย่างไม่ประมาท

(บทคัดย่อจากหนังสือ ‘ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา’ โดย หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

ปัจฉิมโอวาท หรือคำสอนครั้งสุดท้ายของพระพุทธองค์

“ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”

ขอให้เราระลึกไว้อยู่เสมอๆ จนติดตรึงจิตใจ เพราะว่าเป็นคำสอนที่สำคัญ ความไม่ประมาท ..ถือได้ว่าเป็นธรรมที่ครอบคลุมคำสอนทั้งหลายของพระพุทธเจ้าเอาไว้

..คนเรามักมีความประมาทอยู่เสมอ เช่นเผลอมัวเมาในความเพลิดเพลิน มัวเมาในทรัพย์ มัวเมาในชื่อเสียงเกียรติยศ จนลืมไปว่าสักวันหนึ่งเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย หรือต้องประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย เหตุการณ์เหล่านี้ไม่มีใครหนีพ้น จะต้องเกิดขึ้นกับเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าเมื่อไหร่ ดังนั้นในขณะที่เรายังเป็นหนุ่มเป็นสาว ยังมีสุขภาพดี ยังมีทรัพย์สินเงินทอง ก็อย่าประมาท อย่าประมาทในวัย อย่าประมาทในสุขภาพ อย่าประมาทในทรัพย์สิน

โลกนี้เต็มไปด้วยความไม่เที่ยง ผันผวนปรวนแปรอยู่เป็นนิตย์ ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ความไม่ประมาทยังมีความหมายถึง การตระเตรียม และความขยันหมั่นเพียรในการทำกิจที่ควรทำ เพื่อป้องกันหรือรับมือกับภัยที่จะมาถึง เมื่อเรารู้ว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องตาย เราก็ต้องขวนขวายในการฝึกฝนตนให้พร้อม หรือทำสิ่งที่สำคัญก่อนที่จะไม่มีโอกาส บางอย่างเป็นงานหรือหน้าที่ที่เราต้องรับผิดชอบ เช่นความรับผิดชอบในฐานะพ่อแม่ ในฐานะลูก หรือว่าในฐานะของผู้ปกครองก็ตาม เราต้องไม่ปล่อยให้เวลาผ่านเลยไป ต้องทำภาระหน้าที่ของเราให้แล้วเสร็จ ก่อนที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงจนหมดโอกาส อย่างเช่นพ่อแม่มีหน้าที่เบื้องต้นคือการดูแลให้การศึกษาแก่ลูก สะสมเงินทองเอาไว้เพื่อเป็นทุนการศึกษา หรือช่วยให้ลูกสามารถพึ่งตนเองได้แม้เราไม่อยู่แล้วเขาก็ยังอยู่ได้ และมีชีวิตที่ผาสุกเจริญก้าวหน้า ส่วนคนที่เป็นลูกก็ต้องไม่ประมาท ระลึกเสมอว่าสักวันหนึ่งพ่อแม่ก็ต้องจากเราไป หรือเราเองอาจมีอันเป็นไปก่อนพ่อแม่ด้วยซ้ำ อะไรที่ควรทำให้แก่พ่อแม่ก็ควรรีบทำแต่เนิ่นๆ

ความไม่ประมาท ยังหมายถึงการไม่ผัดเพี้ยน ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ บางทีเราเห็นว่าอีกตั้งนาน ยังมีเวลาอีกเยอะ ก็เลยผัดเพี้ยน มีเหตุผลร้อยแปด เช่น อ้างว่าร้อนเลยไม่ทำ อ้างว่าหนาวเลยไม่ทำ บางคนคิดว่าฉันยังมีสุขภาพดี จะออกกำลังกายไปทำไม ยังหนุ่มแน่น ไม่รู้จะฝึกโยคะหรือออกกำลังกายไปทำไม เอาไว้แก่กว่านี้ค่อยทำก็ได้ คิดอย่างนี้ก็เรียกว่าประมาท สุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมสะสมไว้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในขณะที่ยังมีเรี่ยวมีแรง เปรียบเหมือนกับการหยอดกระปุกออมสินทีละ ๑ บาท ๒ บาท วันสองวันยังไม่เห็นผล ต้องนานเป็นปีถึงจะเห็นผล สุขภาพเป็นเรื่องที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้เร็ว จำต้องใช้เวลา อย่าไปรอให้ป่วยก่อนถึงค่อยมาออกกำลังกาย หรือสร้างสุขภาพ ถึงตอนนั้นก็สายไปแล้ว และไม่ใช่ว่าพอเจ็บป่วยแล้ว ถึงค่อยเอาเงินมาทุ่มเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ สุขภาพไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในวันสองวัน มีเงินกี่ล้านก็ทำอย่างนั้นไม่ได้

ความไม่ประมาท
ไม่ประมาทในการทำกิจ

ธรรมะหรือบุญกุศลก็เช่นกัน ต้องสะสมมาตั้งแต่ยังเด็ก หรือเมื่อยังเป็นหนุ่มสาว อย่าไปคิดว่าฉันยังมีเวลาอีกเยอะ ขอเที่ยวเล่นหรือหาเงินก่อน แก่ตัวแล้วถึงค่อยเข้าวัด ทำบุญหรือปฏิบัติธรรม อย่างนี้ก็เรียกว่าประมาท เพราะเราแน่ใจได้อย่างไรว่าจะมีโอกาสแก่ อาจตายไปก่อนที่จะแก่ก็ได้ แต่ก็เป็นเช่นนี้แหละ คนเราเมื่อยังสบายหรือมีความสุข ก็มักจะประมาท เพลิดเพลินหลงใหลมัวเมาในความสุขที่มี ขาดความกระตือรือร้น ไม่อยากทำอะไรให้เหนื่อยยาก ไปคิดว่ายังมีเวลาอีกเยอะ นี่เป็นเหตุผลที่เราชอบอ้างกัน คือยังมีเวลาอีกเยอะ แต่ครั้นมีบางอย่างที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเกิดผล เราก็เอามาเป็นข้ออ้างว่า งั้นอย่าเพิ่งทำเลยเพราะว่า ทำตอนนี้ก็ยังไม่เห็นผล คือมีข้ออ้างได้ตลอดเวลา แต่คนที่ไม่ประมาท อะไรที่ใช้เวลานานจะเกิดผล เขาจะรีบเสียแต่ตอนนี้ จะได้ไม่เป็นการเสียเวลา

ทีนี้บางคนอาจสงสัยว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าจะไม่ขัดแย้งกันเองหรือ เช่นในปัจฉิมโอวาท ตรัสให้เราไม่ประมาท ควรขวนขวายพยายามเร่งทำสิ่งที่ควรทำ ไม่เฉื่อยชา เพราะสังขารทั้งหลายล้วนเดินไปสู่ความเสื่อม แต่อีกตอนหนึ่งว่า ในเมื่อสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นจึงควรปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น หยุดปรุงแต่ง

ความจริงแล้ว ความไม่ประมาท กับการปล่อยวาง ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นเรื่องเดียวกันและช่วยเสริมกัน ความไม่ประมาทนั้น เน้นที่การทำหน้าที่หรืองานการต่างๆ ให้ดี ไม่ทอดธุระ ส่วนการปล่อยวางนั้น เป็นเรื่องการฝึกฝนใจ เรียกว่า การทำจิต เพราะรู้เท่าทันธรรมชาติของสิ่งทั้งปวง ทั้งความไม่ประมาท และการปล่อยวางเป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยกัน ดูภายนอกเราก็เอาใจใส่ ขวนขวายในภาระหน้าที่ แต่ภายในนั้นเราปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นสำคัญหมายว่า ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามใจเรา หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง จะต้องเที่ยงหรือคงที่อย่างที่เราต้องการ

การปล่อยวางหมายถึงว่า เราไม่เข้าไปยึด แม้ภายนอกอาจจะไม่ได้ปฏิเสธอะไร แต่ว่าภายในเราไม่รับอยู่แล้ว ท่านอาจารย์พุทธทาสทั้งพูดทั้งเขียนมาตลอดว่า สมณศักดิ์เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีความหมายสำหรับท่าน ท่านขอเป็นทาสของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว แต่ว่าเมื่อท่านทำงานให้พระศาสนาแล้ว สมณศักดิ์ก็ตามมาเป็นลำดับ

.. เคยมีลูกศิษย์มาแนะท่านอาจารย์พุทธทาสว่า สมณศักดิ์นี้ท่านน่าจะคืนเขาไป ท่านอาจารย์ก็บอกว่า จะคืนได้อย่างไร ก็เรายังไม่ได้รับมาตั้งแต่แรกจะคืนได้อย่างไร คือเขาให้พัดยศมา แต่ใจท่านไม่ได้รับเลย จะเป็นชั้นไหนก็ไม่เคยรับมาตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปคืนเขา

ขอให้เข้าใจเรื่องการปล่อยวางและความไม่ประมาท เราต้องเชื่อมให้เป็นอันเดียวกันให้ได้ อย่าไปแยกกัน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการปฏิบัติธรรมแบบไม่ครบถ้วน แบบขาดๆ วิ่นๆ ปล่อยวางแล้วไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ถูก หรือว่าขยันขันแข็งแต่ไปยึดมั่นถือมั่นก็ไม่ถูก ต้องทำอย่างขยันขันแข็งด้วยใจที่ปล่อยวาง

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>