ยึดติด เลยคิดมาก

ยึดดิด
ยึดมั่นมากไป จนกลายเป็นยึดติด
เเชร์ (Share)

ยึดติด เลยคิดมาก

การที่ยึดมั่นในสิ่งที่ดีจะนำไปสู่สิ่งดีๆ ในชีวิตเสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่การยึดมั่นที่มากเกินไปจนกลายเป็น ยึดติด กลับจะนำมาซึ่งความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นการ ยึดติด ในความดีที่มากเกินไปและไม่รู้เท่าทัน หรือการ ยึดติด กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว ทั้งในสิ่งที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ตาม

พอใจได้เข้าไป ‘ยึด’ กับสิ่งใดเเล้ว ก็จะเรียกร้องเเละใฝ่หา แต่ถ้าไม่ได้มา ก็จะเริ่มทุกข์ใจ คิดมาก เเละพยายามหาหนทางที่จะให้ได้มา ซึ่งสิ่งที่เราได้เข้าไปยึดไว้อย่างเหนียวแน่น

หรือถ้าเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ เราก็จะพยายามผลักไส ..เวลาที่เราเกลียด หรือไม่ชอบสิ่งใด เราก็จะคิดหาทางที่จะกำจัดสิ่งนั้น หรือพยายามผลักไสมันออกไป

ยิ่งผลักไสมากก็เลย คิดมาก คิดถึงสิ่งนั้นอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเราจึงเข้าไป ยึดติด กับสิ่งที่เราไม่ชอบโดยไม่รู้ตัว

ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา

(บทคัดย่อจากหนังสือ ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา โดย หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

คนเรายึดหลายอย่าง ไม่ใช่แค่สิ่งที่ชอบเท่านั้น แม้ไม่ชอบ ก็ยังไปยึด เช่น.. ความโกรธ ความเศร้า หรือไปยึดเหตุการณ์ที่กระเทือนใจ ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้ว ไปยึดคำพูด หรือการกระทำของคนที่เราเกลียดชัง บางครั้งทั้งๆ ที่ไม่ชอบ อยากผลักไส แต่ก็ยึดไว้จนฝังใจ ยึดแบบติดตาติดใจ.. แล้วก็หมกมุ่นครุ่นคิดกับมัน คิดวนไปเวียนมาไม่รู้จบ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่ก็ดึงมันสู่การรับรู้ เหมือนฉายหนังซ้ำอยู่นั่นแหละ

สิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรม นามธรรม ถ้าไปยึดเอาไว้ ก็จะทำให้เราทุกข์ ถามว่าทำไมจึงยึด เรายึดก็เพราะความหลง ความหลงมีหลายอย่าง

หลงอย่างแรกคือ.. ความไม่รู้ ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันแปลเปลี่ยนเป็นนิตย์ มันมาแล้วก็ไป เกิดแล้วก็ดับ ไม่อาจยึดเป็นเราหรือของเราได้

หลงอย่างที่สองก็คือ หลงลืม หรือลืมตัว เช่น ความโกรธ นี่ไม่มีใครชอบหรอก แต่ใจเราก็ชอบไปยึดมันไว้ เก็บความโกรธมาเผาลนจิตใจ เวลาโกรธก็โกรธหัวปักหัวปําโดยไม่รู้ตัว เวลาเศร้าก็เศร้าโศกจนหมดเนื้อหมดตัว สูญเสียอะไรไปก็เศร้าเสียใจ ทั้งๆ ที่เอาคืนมาไม่ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่าหลง หรือลืมตัว

คราวนี้ถามว่าคนเราจะไม่ยึดได้ไหม ได้แต่ยาก เพราะความไม่รู้ หรือความหลงมันครองใจ สาเหตุที่รองลงไปกว่านั้นก็คือ มนุษย์เรามีสัญชาตญาณที่จะต้องหาอะไรมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวอยู่แล้ว เพื่อยืนยันความมีตัวมีตน หรือเพื่อจะให้รู้สึกปลอดภัยว่าตัวตนมีที่พึ่ง

ดังนั้นคนเราถ้าจะไม่ยึดเลยก็ยากนะ จำต้องยึด ปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะยึดอะไรที่พอจะให้เรามีความรู้สึกมั่นคง หรือทำให้เรามีชีวิตก้าวหน้าไปในทางที่ดี หรือมีความทุกข์ให้น้อยลง

สำหรับปุถุชน จำต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวบ้าง เช่น คนที่ไม่ค่อยมีระเบียบวินัยในตนเอง ก็จำเป็นต้องยึดเอาศีล หรือวินัยมาเป็นกรอบควบคุมตัวเอง เพื่อจะไม่ให้พลัดตกไปในทางต่ำ หรือไปในทางที่ก่อทุกข์เป็นโทษ..

ปัญหายังมีอีกว่า เมื่อต้องยึด จะยึดอย่างไร ยึดแบบเกาะติดไม่รู้จักปล่อยวางเลยหรือเปล่า ถ้ายึดแบบนั้นก็อันตรายเหมือนกัน แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม เช่น ยึดในความเป็นคนดี.. หรือยึดในความเห็นที่แม้จะดี อย่างเช่น ความเห็นว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว แต่ถ้าเรายึดแน่นเกินไป พอมีคนมาแย้งว่าไม่จริง คนทำชั่วได้ดีมีถมไป ได้ยินเช่นนั้น เราอาจรู้สึกไม่พอใจ หรือโกรธขึ้นมาทันทีเลยใช่ไหม

เราโกรธเพราะว่าความเห็นของเราถูกกระแทก เราเลยเป็นทุกข์ นี่เป็นเพราะเรายึดความเห็นนั้นไว้แน่นหนาเกินไป จนสำคัญว่ามันเป็นตัวตนของเรา พอใครมาแตะ หรือกระแทกความเห็นนั้น ก็ไม่พอใจ เกิดโทสะขึ้นมา เพราะรู้สึกว่าตัวตนถูกกระแทกไปด้วย

..ถ้าจะยึดให้ปลอดภัย ต้องยึดแบบเท่าทัน..

..ดีกับไม่ดี กุศลกับอกุศล สุขกับทุกข์ เป็นของคู่กัน และอิงอาศัยกัน คนที่อยากมีความสุขจะคอยนึกเสมอว่า ทำอย่างไรจึงจะห่างทุกข์ได้ จิตใจก็จะกังวลถึงความทุกข์อยู่เสมอว่า จะห่างจากมันได้อย่างไร ทำอย่างไรมันถึงจะไม่เกิด นี่ก็เป็นการยึดอย่างหนึ่งละ

.. ลิงไม่ชอบกะปิ ถ้าลิงไปถูกกะปิเมื่อไหร่ มันก็จะทุกข์มาก จะทำทุกอย่างเพื่อเอากะปิออกไปจากตัว ถ้ามือถูกกะปิ มันจะเอามือถูกับหินหรือกิ่งไม้ เพื่อให้กะปิหลุดไป แต่ลองสังเกต พอมันเอามือถูกับหินสักพัก ก็จะยกมือขึ้นมาดม ว่ายังมีกลิ่นกะปิอยู่หรือเปล่า ถ้ายังมีอยู่ ก็จะถูต่อไป ดูสักพักก็เอามาดมใหม่ ทั้งๆ ที่กลิ่นกะปิเหม็นมากสำหรับลิง แต่มันก็เฝ้าดมกลิ่นกะปิที่มืออยู่บ่อยๆ ยิ่งเหม็นก็ยิ่งดม มันโง่ไหม

ยึดติด ยิ่งผลักไส ยิ่งใกล้ชิด
ยิ่งผลักไส ยิ่งใกล้ชิด

แต่เราก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ เราไม่ชอบความทุกข์ แต่เราก็ชอบเก็บเอาความทุกข์มาครุ่นคิด หรือแบกเอาไว้ เหมือนกับลิงที่ชอบดมมือว่ายังมีกะปิอยู่หรือเปล่า อันนี้ก็เป็นติดยึดอีกแบบหนึ่ง สิ่งที่ไม่ดี เราไม่ชอบ แต่ก็มาเอามารบกวนจิตใจ.. หลายเรื่องที่เราไม่ชอบ เราพยายามผลักไส ยิ่งผลักไสก็ยิ่งโผล่มา เหมือนยิ่งห้ามกลับยิ่งยุ เเม้จะพยายามกดข่มมัน แต่มันก็ไม่หายไปไหน กลับหลบไปอยู่ในจิตไร้สำนึก แล้วโผล่ขึ้นมาอาละวาดอยู่เรื่อยๆ..

เราไม่รู้เลยว่าในใจของเราได้ยึด และสะสมหมักหมมเรื่องไม่ดีในอดีตไว้มากแค่ไหน ถ้ามันยังฝังใจ เราก็จะทุกข์โดยไม่รู้ที่มาที่ไป การปล่อยให้มันออกมา เป็นเรื่องดี แน่นอนเราไม่สามารถบังคับให้มันออกมาได้ มันจะออกมาต่อเมื่อมีอะไรมากระทบ แต่ข้อสำคัญก็คือ ถ้ามันออกมาแล้ว เราอย่าพยายามปฏิเสธมัน หรือทำตามมัน แต่ควรดูมัน และยอมรับตามที่เป็นจริงว่า อดีตของเราเป็นอย่างนั้น อันนี้สำคัญมากเลย การคลี่คลายเรื่องร้ายๆ ในอดีต ต้องอาศัยสติมากทีเดียว

คุณภาพจิตของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีสติ การเฝ้าดูโดยไม่ปฏิเสธทุกสิ่งที่เกิดขึ้น สามารถทำให้เกิดปัญญาขึ้นมา และจากปัญญา เมตตาก็ตามมา แต่ข้อสำคัญคือ ต้องดูสิ่งนั้นด้วยความสงบ ด้วยจิตที่เป็นกลาง ไม่ต้องการผลักไส หรือคล้อยตาม

.

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>