การปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรม
มีทั้งในรูปเเบบเเละในชีวิตประจำวัน
เเชร์ (Share)

ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา

(บทคัดย่อจากหนังสือ ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา โดย หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

ในประเทศจีนสมัยก่อน มีสำนักแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องการปฏิบัติธรรม คราวหนึ่งมีคนมาขอฝากตัวเป็นศิษย์กับเจ้าอาวาส ท่าทางกระตือรือร้น.. อาจารย์ก็ให้ไปตัดฟืน หาบน้ำ ทำความสะอาดในโรงครัว ปรากฏว่าคนนั้นอยู่ได้ไม่ถึงอาทิตย์ ก็ขอลากลับไปด้วยความผิดหวังที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม

.. เรื่องนี้มีคำเฉลยอยู่ เพราะว่าต่อมา มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาที่วัดนี้ บอกเจ้าอาวาสว่า อยากจะขอมาทำงานที่วัดนี้ เพื่อแลกกับอาหารและที่พัก เพราะไม่มีที่ไปแล้ว จะให้ทำอะไรก็ทำ ขอเพียงมีข้าวกินมีที่พักก็พอ อาจารย์ก็ให้ไปผ่าฟืน หาบน้ำ และทำงานต่างๆ ในวัด ก่อนจะไปทำ อาจารย์ก็ให้คำแนะนำ ซึ่งเป็นคำแนะนำเดียวกับที่ให้กับคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้

คือแนะนำว่า เวลาทำอะไรก็ให้ใจจดจ่อกับงานที่ทำ ชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนสู้งาน ไม่บ่ายเบี่ยง และทำตามที่อาจารย์สั่ง ปรากฏว่าในไม่นานก็บรรลุธรรม.. 

ก็เพราะทำงานทุกอย่างด้วยความจดจ่อใส่ใจ ไม่ว่าจะทำอะไร ใจก็อยู่กับสิ่งนั้น จะผ่าฟืน หาบน้ำ เก็บกวาดครัว ก็ทำด้วยความใส่ใจ ผลก็คือ สติและสมาธิของเขาค่อยๆ เจริญขึ้น จนเอื้อให้เกิดปัญญาบรรลุธรรมได้

การปฏิบัติธรรม ด้วยการมีใจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ
ใจจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ

ที่ยกมานี้ก็เพื่อชี้ว่า เราไม่จำเป็นต้องมาปฏิบัติธรรมในรูปแบบอย่างเดียว การทำงานหรือการอยู่ในอิริยาบถอื่นๆ แม้เราไม่ได้คิดว่าเป็นการปฏิบัติธรรม แต่ถ้าวางใจไว้ถูกต้อง ก็สามารถที่จะเห็นธรรมได้..

..การบรรลุธรรมสามารถเกิดขึ้นในโอกาสไหนๆ ก็ได้ ไม่ใช่ว่าต้องเกิดในขณะที่เรายกมือสร้างจังหวะ หรือว่าเดินจงกรมอย่างเดียว

..ดังนั้นเมื่อเราทำอะไรก็ตาม ถ้าทำอย่างมีสติ รู้กายรู้ใจอยู่เสมอ ความจริงของกายและใจ หรือรูปและนามก็จะแสดงตัวออกมาให้เราเห็นเหมือนกัน

สำคัญอยู่ที่ว่า เราวางจิตวางใจได้ถูกต้องหรือไม่ เช่น ทำด้วยอิทธิบาท ๔ เริ่มตั้งแต่มีฉันทะ คือความชอบในสิ่งที่ทำ ทำด้วยความชอบ หรือชอบทำ ที่ชอบทำก็เพราะเห็นว่าดีมีประโยชน์ ไม่ใช่ทำเพราะจำใจทำ หรือเพราะอยากได้เงิน อยากได้ชื่อเสียง แต่ทำเพราะเห็นว่ามันดี ไม่มีรางวัลมาล่อก็ทำ

เมื่อมีฉันทะแล้ว วิริยะ คือความเพียรก็ตามมา ทำให้เกิดจิตตะ คือความจดจ่อใส่ใจ

และถ้ามีวิมังสา คือการหมั่นใคร่ครวญพิจารณางานนั้นๆ อยู่เสมอ คือใช้ปัญญาในขณะที่ทำไปด้วย ถ้าจิตมีความเพียร มีความใส่ใจในงาน งานนั้นก็สามารถจะทำให้เราเกิดปัญญา

อิทธิบาท 4 เป็นปัจจัยของการตรัสรู้ได้เหมือนกัน..

เพราะฉะนั้นเวลาเราทำอะไรก็ตาม ขอให้ทำอย่างมีสติ ทำด้วยความใส่ใจ น้อมใจให้เกิดฉันทะในงานนั้น ทำด้วยความเพียร จนจิตจดจ่อเป็นสมาธิ และมีปัญญาเข้าไปสอดส่องพิจารณา งานนั้นก็จะกลายเป็นการปฏิบัติธรรมในตัว

ในเบื้องต้นผลที่เกิดขึ้นคือความสงบ สงบเพราะสติช่วยปลดเปลื้องจิตออกไปจาก ความฟุ้งซ่าน และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ แต่สติไม่ได้ช่วยให้ใจสงบเป็นสมาธิเท่านั้น หากยังทำให้เกิดความสว่างด้วย..

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความสว่างหรือปัญญา สงบอย่างเดียวยังไม่พอ สงบเป็นผลพลอยได้ ต้องเกิดปัญญาขึ้นมา จึงจะเรียกว่าเข้าถึงจุดหมายของการปฏิบัติ

ปัญญาคือความรู้ความเข้าใจ ความเป็นจริงเกี่ยวกับรูปนาม เห็นลักษณะของมันว่าเป็น อนิจจังทุกขัง อนัตตา นี่เป็นเรื่องที่เราต้องเห็นเอง ไม่ได้เกิดจากการคิด แต่เห็นเพราะมีสติเป็นหลัก

ทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ จากการทำงานต่างๆ หากทำด้วยความใส่ใจ มีสติ สมาธิ และปัญญา ดังนั้น เราอย่าไปรังเกียจงานการ ให้ถือว่าการทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม

ธรรมะเกิดขึ้นแก่เราเสมอ ถ้าเราวางจิตวางใจไว้ถูกต้อง อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อแม่ไก่ฟักไข่ แม่ไก่จะอยากหรือไม่อยากให้ไข่ฟักเป็นตัวก็ตาม แต่ถ้าฟักถึงที่แล้ว ลูกไก่ก็ต้องเจาะเปลือกไข่ออกมาจนได้..

ถ้าทำด้วยความอยากจะไม่ได้ผล ความอยากจะกลายเป็นอุปสรรค..

หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ เคยเล่าให้ฟังว่า มีพระรูปหนึ่งมาปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง หักโหมจนหน้าดำคร่ำเครียด แล้ววันหนึ่งหลวงพ่อก็พบพระรูปนี้ นั่งเอารองเท้าแตะตีหัวตัวเอง ปากก็พูดว่า “ทำไมมันคิดมากอย่างนี้ๆๆ” ท่านโมโหตัวเองมาก โมโหจนลืมตัว ถึงกับเอารองเท้าแตะฟาดหัวตัวเอง นี่แสดงว่าลืมตัวหลายซ้อน

ทีแรกลืมตัวปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน ต่อมาก็ลืมตัวปล่อยใจไปกับอารมณ์หงุดหงิดที่เผลอฟุ้งซ่าน แค่นั้นยังไม่พอ ยังลืมตัวถึงกับฟาดหัวตัวเองด้วยรองเท้าแตะ

.. แต่มีบางคนที่ทำโดยไม่ได้อยากอะไรเลย ทำเล่นๆ ด้วยซ้ำ อย่างที่หลวงพ่อเทียนบอก การปฏิบัติกลับก้าวหน้า เพราะฉะนั้นจึงอยู่ที่การวางใจ

เราพยายามวางใจให้ดี ให้ถูกต้อง ให้เบาสบาย อย่าทำด้วยความอยาก อย่าไปปฏิเสธสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัว ถือว่ามีอะไรเกิดขึ้นก็ดีทั้งนั้น หรือจะท่องคาถาว่า “ช่างมัน” หรือ “เป็นเช่นนั้นเอง” ก็ได้

เครียดก็รู้ว่าเครียด ฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน อย่าไปพยายามกดข่มหรือบังคับควบคุมจิต เพียงแค่รู้เท่านั้นว่าเกิดอะไรขึ้น เท่านี้ก็พอแล้ว การรู้บ่อยๆ จะทำให้สติเติบโตอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่ความสงบ และความสว่างที่สุด

.

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>