อิสรภาพทางการเงิน

อิสรภาพทางการเงิน
สามารถเกิดขึ้นกับคนธรรมดาๆ
เเชร์ (Share)

อิสรภาพทางการเงิน

คนสองคนที่เริ่มต้นเท่าๆ กัน เเละมีสถานภาพทางการเงินที่คล้ายๆ กัน มีเงินเดือนหรือรายได้พอๆ กัน แต่มีความเข้าใจเรื่องวิธีการการสร้างเงินไม่เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป คนหนึ่งยังคงเป็นผู้หารายได้จากการทำงาน ในขณะที่คนหนึ่งกลายเป็นผู้มีอิสรภาพทางด้านการเงิน

อิสรภาพทางด้านการเงิน ไม่ได้เกิดกับแค่เศรษฐีและผู้ที่มีรายได้สูงมากๆ เท่านั้น  แต่ยังสามารถเกิดขึ้นกับคนธรรมดาๆ ที่มีความรู้และความฉลาดทางด้านการเงิน..!

ความฉลาดทางด้านการเงิน

การทำงานหาเงินเพื่อให้มีเงินเดือน หรือรายได้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนในการดำรงชีวิต การนำรายได้มาใช้นี่ล่ะครับ คือจุดแตกต่างระหว่างคนสองคนที่กล่าวข้างต้น รายได้หรือ ‘เงินขาเข้า’ สามารถถูกกระจายหรือใช้ไปกับสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็น ‘เงินขาออก’ดังต่อไปนี้

  1. ใช้จ่าย
  2. ลงทุนในทรัพย์สิน
  3. สร้างหนี้สิน

ในช่วงเริ่มต้น รายได้จากการทำงานอาจเป็นเพียงเเหล่งรายได้เดียวของเรา อย่างไรก็ตามเราสามารถนำรายได้นั้นมาจัดสรรเพื่อให้เกิดรายได้แหล่งที่สองซึ่งคือรายได้จากการลงทุน ลองดูตามแผนภาพด้านล่างนะครับ

อิสรภาพทางการเงิน Money Flow
การจัดสรรเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงิน

.

การจัดสรร ‘เงินขาออก’ ที่ถูกต้องเพื่อที่จะสร้างอิสรภาพทางด้านการเงินให้กับตัวเองนั้นคือ การจัดสรรเงินส่วนหนึ่งของรายได้ที่ได้จากการทำงาน มาลงทุนในทรัพย์สินที่เรามีความถนัดและสนใจ ซึ่งจะทำให้เกิดรายได้แหล่งที่สองขึ้น ทั้งในระยะกลางและระยะยาว ยิ่งเราลงทุนเร็วและมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมีอิสรภาพทางการเงิน เร็วขึ้นเท่านั้น

การใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย และตามใจตัวเองเกินไป จะทำให้เรามีเงินเหลือน้อยหรือไม่เหลือเลยที่จะนำไปลงทุน เราจึงต้องทำงานหาเงินไปเรื่อยๆ เนื่องจากไม่มีรายได้แหล่งที่สอง แต่นั่นยังไม่เลวร้ายเท่ากับการใช้จ่ายแบบเกินตัว และการสร้างหนี้สิน เพราะนั่นจะทำให้มี ‘เงินขาออก มากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินให้กับตัวเอง

ทรัพย์สินกับหนี้สิน

ยังมีอีกหลายๆ คนที่เข้าใจว่า เขาได้ใช้เงินที่หามาได้จากการทำงานไปกับการซื้อทรัพย์สิน ซึ่งถือว่าเป็นการสะสมความมั่งคั่ง  แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เขาได้ใช้เงินไปกับการซื้อหนี้สินโดยไม่รู้ตัว และกำลังสร้างภาระทางการเงินไม่ใช่ อิสรภาพทางการเงิน !!

สำหรับการจัดการการเงินส่วนบุคคลแล้ว เราจำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างทรัพย์สิน และหนี้สินให้ชัดเจน

  • ทรัพย์สิน – คืออะไรก็ตามที่เราได้ครอบครองมันแล้ว จะทำให้รายได้ของเราเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือมีเงินเข้ากระเป๋ามากขึ้น ตัวอย่างเช่น บ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนแล้วสามารถเรียกเก็บค่าเช่าได้ และค่าเช่านั้น (เงินขาเข้า)  ต้องมากกว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการครอบครองเช่น การผ่อนส่งเงินต้นและดอกเบี้ย,  การลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมที่มีคุณภาพซึ่งให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล (dividend) และกำไรจากส่วนต่างต้นทุน (capital gain), พันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย, การนำเงินมาสร้างทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อค่า ลิขสิทธิ์ เช่น งานเขียน งานเพลง แอพพลิเคชั่นมือถือต่างๆ รวมไปถึงการถือครองข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งจะยิ่งมีมูลค่ามากยิ่งขึ้นในอนาคต
  • หนี้สิน – คืออะไรก็ตามที่เราได้ครอบครองมันแล้ว จะทำให้รายจ่ายของเราเพิ่มขึ้น พูดอีกอย่างก็คือ เงินไหลออกจากกระเป๋ามากขึ้น ตัวอย่างเช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องเสียง และทุกสิ่งอย่างที่มีค่าเสื่อมราคา ถึงแม้ว่าจะเป็นการซื้อด้วยเงินสด หรือหมดภาระในการผ่อนชำระแล้ว แต่ว่ามูลค่าของสิ่งเหล่านั้นจะลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป มองในอีกแง่หนึ่งก็คือรายจ่าย (เงินไหลออก) เพราะมูลค่าที่ตีออกมาเป็นเงินจะลดลงไปเรื่อยๆ ..หนี้สินที่เราเห็นได้ชัดเจนได้แก่ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงหนี้นอกระบบ ส่วน ‘หนี้สิน’ อีกประเทหนึ่งที่ถึงแม้ว่าจะขัดแย้งกับหลักการหรือทฤษฎีทางการเงินที่ร่ำเรียนกันมา แต่ตอนนี้หลายคนเริ่มยอมรับแล้วว่า “บ้าน” ที่ยังผ่อนไม่หมดก็ถือเป็น ‘หนี้สิน’ เช่นกัน ไม่ใช่ทรัพย์สิน เพราะยังต้องผ่อนส่งทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย คือครอบครองแล้วมีเงินไหลออก..!

การที่มีรายได้มากขึ้น แล้วรีบนำไปผ่อนบ้านหลังที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นการลงทุนใน ‘ทรัพย์สิน’ เพื่อการอยู่อาศัย กลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้เห็นชัดแล้วว่า เเท้จริงเเล้วนั่นคือ ‘หนี้สิน’ สิ่งที่เราควรทำคือ นำเงินเหล่านั้นไปลงทุนในทรัพย์สินจริงๆ หรือการถือครองอะไรก็ได้ที่ก่อให้เกิดรายได้ จนเมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อมีกำลังซื้อมากพอแล้ว จึงค่อยขยับขยายออกไปซื้อ (ไม่ใช่ผ่อน) บ้านหลังใหม่ และอสังหาริมทรัพย์ที่จะมีมูลค่ามากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

หมายเหตุ: คำจำกัดความเรื่อง ‘หนี้สิน’ ด้านบน เป็นการชี้ให้เห็นถึง ‘ภาระทางการเงิน’ ที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของดอกเบี้ย หรือค่าเสื่อมราคา เพื่อการพิจารณาถึงการมีภาระทางการเงินที่มีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่น การผ่อนบ้านหลังแรกเพื่อการอยู่อาศัย การซื้อรถยนต์ที่เหมาะสมกับสถานภาพทางการเงิน  

ภาษีภาษีกับรอยรั่ว

“โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก…นอกจากความตายกับภาษี”

“In this world nothing is certain, except death and tax”  (Benjamin Franklin)

เคยได้ยินสำนวนตะวันตกในทำนองนี้กันใช่ไหมครับ เป็นการบอกถึงความร้ายกาจของภาษีอย่างแท้จริงสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกๆ คนทั่วโลก อย่างในประเทศไทยเรา ภาษีบุคคลธรรมดาจะถูกเรียกเก็บสูงสุดถึง 35% ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการหารายได้ของคนคนนั้น ภาษีเป็น ‘เงินขาออก’ ที่สูงมาก เราจึงต้องรู้จักวิธีการบริหารภาษีให้ดีด้วยการใช้สิทธิทางภาษีที่รัฐบาลประกาศใช้ในแต่ละปีให้มากที่สุด

อย่าลืมว่าภาษีบุคคลธรรมดาจะถูกหักออกจากรายได้ก่อน ที่เหลือจึงเป็นเงินรับสุทธิของเราจริงๆ ที่เราจะสามารถนำมาใช้จ่ายได้ ..ในขณะที่ภาษีนิติบุคคลหรือภาษีธุรกิจจะถูกเก็บหลังจากที่ได้มีการหักค่าใช้จ่ายออกไปแล้ว   ซึ่งจะทำให้มีความได้เปรียบเชิงภาษีมากที่เดียวถ้ารู้จักจัดการอย่างถูกต้อง

ดังนั้นเมื่อมีการลงทุนในธุรกิจต่างๆ เราจึงจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกำหนดและสิทธิทางภาษีอย่างถ่องแท้เพื่อเป็นการลด ‘เงินขาออก’ หรือแม้กระทั่งได้รับการยกเว้นในบางกรณี ด้วยการติดตามความเคลื่อนไหวของมาตรการภาษี เช่น การติดต่อขอข้อมูลล่าสุดจากสรรพากร รวมถึงการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีโดยตรง

ถ้าต้องการมี อิสรภาพทางด้านการเงิน อย่าถามตัวเองว่า

“ปีนี้เงินเดือนเราจะขึ้นเท่าไหร่ และจะได้โบนัสกี่เดือน..?”

ให้เปลี่ยนเป็นคำถามว่า

“ปีนี้ทรัพย์สินโดยรวมของเรามากขึ้นเท่าไหร่..?”

เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการกระทำ คือเราจะไม่ได้มุ่งเน้นแค่ทำงานประจำไปเรื่อยๆ แต่พยายามสอดส่องหาช่องทางการลงทุนเพื่อเพิ่มทรัพย์สินซี่งเป็นรายได้เเหล่งที่สอง

ทรัพย์สินก็เหมือนแท่นพิมพ์ที่จะผลิตกระแสเงิน (cash flow) ออกมาเรื่อยๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ทรัพย์สินเติบโตมากเพียงพอ จะกลายเป็นแหล่งรายได้หลักของเรา และนั่นคือจุดที่เราเรียกว่า อิสรภาพทางการเงิน คือการใช้ชีวิตของเราได้อย่างอิสระ อย่างที่เราอยากจะเป็น โดยไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินต่อไป

.

เนื้อหาเพิ่มเติมและหนังสือที่เกี่ยวข้อง

.

ร้านหนังสือ [BOOKSHOPS]

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>