ชีวิตดีๆ ออกแบบกันได้

ชีวิตดีๆ
เลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกชีวิตที่ดีได้
เเชร์ (Share)

ชีวิตดีๆ ออกแบบกันได้

เราน่าจะคุ้นเคยกับคำพูดที่ว่า “เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะมีชีวิตที่ดีได้”

ใช่ครับ ..เพราะ ชีวิตดีๆ นั้นออกแบบกันได้

ชีวิตดีๆ ออกแบบกันได้ แต่การออกแบบชีวิตไม่เหมือนกับ การสร้างสะพานที่เรามีภาพสุดท้ายในใจที่ชัดเจนแล้ว จุดหมายของชีวิตไม่สามารถนั่งคิด แล้วสรุปออกมาเป็นแผนที่สมบูรณ์แบบ เพื่อที่จะเดินตามแผนนั้นเหมือนการสร้างสะพาน

การออกแบบชีวิตมีลักษณะเหมือนกับการออกแบบสิ่งที่เป็น ‘นวัตกรรม’ คือเราสามารถระบุ (define) ได้ว่าปัญหาคืออะไร แต่เราจะยังไม่มีภาพสุดท้ายว่า อะไรคือคำตอบที่ใช่ที่สุดสำหรับเรา เราต้องสร้างแบบจำลอง (prototype) แล้วปรับไปเรื่อยๆ ทีละนิด จนออกมาเป็นชีวิตในแบบที่เราต้องการ เป็นการออกแบบที่อาศัยหลักการของ ‘Design Thinking

ทำความเข้าใจชีวิต ณ ปัจจุบัน

ให้ลองประเมินชีวิต ณ ปัจจุบัน โดยดูจากทั้งด้านอาชีพการงาน และชีวิตส่วนตัวด้านต่างๆ เช่น สุขภาพ ความรัก และความสุขจากชีวิตที่เป็นอยู่

ลองให้คะแนนจาก 0 ถึง 100 เพื่อที่จะได้รู้ว่า เราควรจะออกแบบชีวิตในส่วนไหนก่อน  เป็นการใช้ Dashboard เพื่อออกแบบ และคอยติดตามความคืบหน้าของการดำเนินชีวิต

คำว่าสมดุลของแต่ละคนนั้น ไม่เท่ากัน ตรงนี้เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจริงๆ ต้องดูว่าอะไรที่เหมาะสมกับตัวเราที่สุด

สองอย่างที่เราต้องรู้เกี่ยวกับตัวเราเอง คือ Workview (มุมมองต่อการทำงาน) และ Lifeview (มุมมองต่อชีวิต) ชีวิตดีๆ จะต้องมีความสอดคล้องกันของทั้งสองมุมมอง

ค้นหา Workview ของตัวเราเองด้วยการตั้งคำถาม เช่น ทำงานไปเพื่ออะไร? งานที่ดีเป็นอย่างไร? อะไรคือประสบการณ์ หรือการเติมเต็มของชีวิตที่ได้จากงาน สิ่งเหล่านี้ไม่มีถูกผิด เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่เราควรตอบตัวเองให้ได้ว่า การทำงานได้ให้ความหมายอะไรในชีวิตของเรา

ในแง่ของ Lifeview อาจเป็นคำถามเช่น อะไรคือสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตเรา? ความสัมพันธ์กับผู้อื่นมีความสำคัญอย่างไรกับชีวิตเรา? ความยุติธรรม-อยุติธรรม ความดี ความสงบ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีบทบาทอย่างไรกับชีวิต? เช่นเดียวกันครับ สิ่งเหล่านี้ไม่มีถูกผิด เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

ชีวิตดีๆ ต้องมีความสมดุล
สมดุลเป็นเรื่องของเเต่ละบุคคล

เข็มทิศและเส้นทาง

ชีวิตคนเราไม่ได้มีระบบ GPS ที่สามารถใส่ปลายทางที่ต้องการ แล้วก็เดินทางตามการชี้นำจนถึงจุดหมาย สิ่งที่ทำได้คืออาศัยเบาะแส (Clues) 2 อย่างคือ Engagement และ Energy

Engagement คือการที่เรามี ความสนุก มีสมาธิ และรู้สึกดี กับงานหรือกิจกรรมที่ได้ทำ ส่วน Disengagement คือความรู้สึกเบื่อหน่าย หงุดหงิด หรือไม่มีความสุขในการสิ่งนั้นๆ และ Flow คือภาวะที่ Engage อย่างมาก คือทำเพลินจนลืมเวลา

Energy คือพลังที่เรารู้สึกได้จากการทำสิ่งๆ หนึ่ง ทำแล้วกระปรี้กระเปร่า Energy จะไม่เกี่ยวกับ Engage เพราะอาจมีบางอย่างที่เรารู้สึก Engage แต่ทำเสร็จแล้วหมดพลังไปเลยก็มี

ให้ค้นหาว่าอะไรที่เราทำแล้ว Engage อะไรที่ทำแล้วเพิ่ม Energy รวมถึงประสบการณ์ที่เรารู้สึกดีมากๆ  ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเข็มทิศในการเดินทางของเรา

การหลุดจากกรอบ

อย่าไปยึดติดกับวิธีเดิมๆ ที่เราเคยคิดและใช้มาตลอด

สร้างทางเลือกใหม่ๆ เพื่อสมดุลของอาชีพการงานและชีวิต พยายามหลุดออกจากกรอบเดิมที่เคยขังเราเอาไว้ สร้างไอเดียออกมามาก ๆ โดยยังไม่ต้องสนใจคุณภาพ หรือความเป็นไปได้ของไอเดียนั้นๆ ในขั้นตอนนี้ ยิ่งแปลก คือยิ่งดี

ให้สร้าง Mind Map 3 ชิ้น โดยแต่ละชิ้น มีจุดศูนย์กลางดังนี้

1st Mind Map – Engagement: เลือกจากงานที่เรา engage ที่สุด

2nd Mind Map – Energy: เลือกจากงานที่ให้พลังงานกับเราที่สุด

3rd Mind Map – Flow: เลือกจากงานที่ทำให้เราเข้าถึง Flow

แต่ละ Mind Map ให้แตก Concept ออกไปจากศูนย์กลาง 3-4 ชั้น

จากนั้น ให้มองสิ่งที่อยู่วงนอกๆ ของแต่ละ Mind Map แล้วเลือก Concept ที่รู้สึกสะดุดตาออกมา 3 อัน จากแต่ละ Mind Map  ลองเขียนรายละเอียด (Job Description) ของแต่ละ Concept ออกมา

แบบจำลองชีวิต

นำ Concept เหล่านั้นมาร้อยเรียง และสร้างแบบจำลองของชีวิตในอีก 5 ปีข้างหน้า 3 แบบ โดยที่ทั้ง 3 แบบต้องเป็นแผนที่ดีทั้งหมด ไม่มีแผนใดเป็นแผนสำรองของแผนอื่น และทั้ง 3 แผนต้องเป็นแผนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

  1. แผนที่เรามีอยู่แล้ว ณ ปัจจุบัน หรือแผนที่จะทำจริงๆ ในระยะอันใกล้
  2. สิ่งที่เราจะทำถ้าแผนแรกเป็นไปไม่ได้แล้ว เช่น Covid 19 ทำให้แผนที่จะทำธุรกิจการให้บริการที่พัก จำเป็นต้องยกเลิกไปก่อน
  3. สิ่งที่เราจะทำถ้าเรามีอิสรภาพทางการเงินมากเพียงพอ เช่น จะเป็นนักดนตรีสมัครเล่น ถ้าไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินอีกต่อไปแล้ว

ทดสอบเพื่อเรียนรู้

เรียนรู้ เพื่อที่จะได้ปรับเปลี่ยนไปยังทางที่ดีกว่าได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้หลักการ Fail Fast Fail Forward ของ การคิดเชิงออกแบบ หรือ Design Thinking  คือทดลอง หรือทดสอบให้เร็ว อย่าคิดนาน หรือพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ ให้ใช่ที่สุดในคราวเดียว

ตั้งคำถามเพื่อให้ได้ข้อมูลบางอย่างที่เราต้องการ และ ‘ลอง’ ใช้ชีวิตที่เราได้ออกแบบเบื้องต้น และมีรายละเอียดแค่พอสมควร โดยยังไม่ได้ทุ่ม Resource เช่น เงินทุน และเวลา มากเกินไป

  • ศึกษาจากคนที่อยู่ในวงการในสิ่งที่เราอยากทำ ศึกษาว่าเขาไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ชีวิตแต่ละวันเขาต้องทำอะไร และเป็นยังไงบ้าง คนจำนวนไม่น้อยยินดีให้คำแนะนำคนอื่น
  • หาโอกาส ‘ลองทำ’ เป็นการลงมือทำเพื่อหาประสบการณ์จริง

เลือกทางเดินชีวิต

แล้วก็ถึงเวลาที่ต้องเลือก หลังจากที่ได้ทดสอบ และเรียนรู้จากการ ‘ลอง’

เลือกทางเดินที่ใช่จริงๆ ที่เป็น ชีวิตดีๆ ของตัวเราโดยอาศัยทั้งความคิด (เหตุผล) และความรู้สึก (สัญชาตญาณ)

หลังจากที่เลือกไปแล้ว ไม่ต้องเสียดายทางเลือกอื่น เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันดีที่สุดหรือเปล่า จนกว่ามันจะถึงปลายทางของมัน ให้โฟกัสกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า อยู่กับปัจจุบัน

การออกแบบชีวิต เป็น Ongoing Process ที่ต้องทำตลอดชีวิต

ชีวิตดีๆ คือการใช้ชีวิตที่สนุกไปกับการเรียนรู้ ให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ และช่วงอายุที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นได้ทั้งการต่อยอดจากของเดิมขึ้นไป หรือการต่อเติมด้านข้างออกมา เพื่อประสบการณ์ใหม่ และความหลากหลายในชีวิต  

ในแต่ละช่วง ก็อาจจะมีความ Fail หรือความล้มเหลวผ่านเข้ามา แต่จะเป็นการล้มไปข้างหน้า ..ทุกก้าวที่ล้ม คือทุกก้าวที่เรียนรู้ เพื่อเดินต่อ อย่างมีความสุข และสนุกกับทุกช่วงเวลา

.

เนื้อหาเพิ่มเติมและหนังสือที่เกี่ยวข้อง

.

ร้านหนังสือ [BOOKSHOPS]

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>