ไม่สบายใจ ทำยังไงดี

ไม่สบายใจ
ไม่เป็นไปตามที่คิดหรือหวังเอาไว้
เเชร์ (Share)

ไม่สบายใจ ทำยังไงดี

ไม่สบายใจ เพราะได้เห็นในสิ่งที่เราไม่ชอบ เพราะได้ยินในสิ่งที่เราไม่อยากได้ยิน หรือ เพราะมีบางสิ่งบางอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิดหรือหวังเอาไว้

ในแต่ละวัน มีสิ่งต่างๆ รอบตัวมากมายที่อาจทำให้เกิดความรู้สึก ไม่สบายใจ หรือในบางครั้ง ก็มีเหมือนกันที่ตัวเราเองนี่แหละที่เป็นต้นเหตุของความไม่สบายใจ เหล่านั้น

ความรู้สึกนึกคิดมีผลต่อการรับรู้ และความสนใจที่ต่างกัน ย่อมทำให้การมองเห็นสิ่งเดียวกันต่างกันออกไป

ไม่สบายใจ ..จึงเป็นอาการที่ไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเท่านั้น แต่อาจเกิดมาจากภายใน คือใจของเราเอง ที่เผลอทำให้ตัวเอง ไม่สบายใจ แต่เราอาจไม่รู้ตัว

รักษาใจให้ปกติ

(บทคัดย่อจากหนังสือ ‘ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา’ โดย หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนามีหลักการสั้นๆ สรุปได้คำเดียวว่า ‘ปกติ’ …ถ้าหากว่ารักษาใจให้เป็นปกติได้ก็ถือว่าเข้าถึงการปฏิบัติในพุทธศาสนาแล้ว

ดังมีพระภิกษุในสมัยพุทธกาลรูปหนึ่งมาทูลขอสึกกับพระพุทธเจ้า บอกว่าสิกขาบทของพระมีมาก อุปัชฌาย์อาจารย์บอกว่าอย่างนี้ก็ทำไม่ได้ อย่างนั้นก็ทำไม่ได้ อะไรๆ ก็ไม่ได้ รู้สึกปฏิบัติยากเหลือเกิน กลัวจะทำได้ไม่ดี ขอบอกคืนสิกขาบทดีกว่า พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าพระรูปนี้มีความตั้งใจ ก็เลยบอกว่าถ้าให้ทำเพียงข้อเดียวจะทำได้ไหม พระรูปนั้นก็บอกว่าได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้รักษาใจให้เป็นปกติ พระรูปนั้นจึงรับไปทำ ปรากฏว่าเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติ จนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

เเปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ในพระไตรปิฎก กล่าวโดยสรุปก็คือ เพื่อให้เกิดความ ‘ปกติ’ ในจิต จิตของคนเรานี้เชื่อมกับสิ่งที่เรียกว่าอายตนะอีก ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย

ไม่สบายใจ ต้องรู้เท่าทัน จิต เเละ อายตนะทั้ง ๕
รู้เท่าทันจิต เเละอายตนะทั้ง ๕

ใจเป็นปกติหรือไม่สำหรับคนทั่วไปก็ขึ้นอยู่กับว่า ตาเห็นรูปอะไร หูได้ยินเสียงอะไร จมูกได้กลิ่นอะไร ลิ้นได้รสอะไร ผิวหนังสัมผัสกับอะไร ถ้าเจอสิ่งที่ไม่ชอบหรือชัง จิตก็เป็นทุกข์ เจอสิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่ จิตก็เป็นสุข แต่จะสุขได้แค่ไหน นานแค่ไหนก็แล้วแต่เหตุปัจจัย จิตของคนเราโดยทั่วๆ ไปก็ขึ้นอยู่กับ ตา หู จมูก ลิ้น กายนี่แหละ การที่จะรักษาจิตให้เป็นปกติก็ต้องคอยควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไว้ให้ดี คือเห็นแต่รูปที่ดีๆ ได้ยินได้ฟังแต่คำพูดที่สุภาพนิ่มนวล ไม่กระตุ้นให้โกรธ ไม่ทำให้หดหู่หม่นหมอง จมูก ลิ้น กาย ก็เหมือนกัน

.. แต่ว่าวิธีนี้ ไม่ใช่หนทางที่จะช่วยให้จิตปกติได้ตลอดเวลา เพราะว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือโลกภายนอก เป็นสิ่งที่เราคุมได้ยากมาก .. เราไม่สามารถควบคุมให้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นที่ถูกอกถูกใจเราได้ตลอดเวลา ไม่มีทาง คราวนี้จะทำอย่างไรถ้าเกิดตาไปเห็นรูปที่ไม่ดี หูได้ยินเสียงที่ดังสนั่น รบกวนสมาธิ เราจะต้องยอมให้จิตของเรากระเพื่อมหรือ

ที่จริงนี่เป็นการมองที่แคบไปสักหน่อย ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีผลต่อจิตก็จริง แต่นั่นเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งก็คือว่า จิตมีผลต่อ ตา หู จมูก ลิ้น กายเหมือนกัน สิ่งที่เราได้เห็นทางตา ได้ยินทางหู ได้กลิ่นทางจมูก ได้ลิ้มทางลิ้น ได้สัมผัสทางกาย บางทีก็ขึ้นอยู่กับใจด้วย เราคิด นึก หรือรู้สึกอะไรก็ตาม ย่อมมีผลต่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย คนขี้กลัว เวลาอยู่คนเดียวในป่า แม้แต่รากไม้ก็เห็นเป็นงูได้ ตามองผิดเพี้ยนไปเพราะว่าใจมันหลอก

ความรู้สึกนึกคิดมีผลต่อการรับรู้.. อย่างเช่น ต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่ง คน ๓ คนมองเห็นไม่เหมือนกัน คนตัดไม้ก็จะเห็นลำต้นว่ามันใหญ่ดี ส่วนคนเดินทางซึ่งกำลังฝ่าแดดมาก็จะเห็นว่าต้นไม้นี้มีร่มเงาแผ่กว้างจัง ส่วนเด็กก็จะเห็นว่าไม้ต้นนี้มีผลไม้ที่กำลังโตได้ที่น่ากิน ต้นไม้ต้นเดียวกันแต่ว่า ความสนใจต่างกัน ก็ย่อมเห็นต่างกันด้วย

ศิลปินกับช่างคอมพิวเตอร์เข้าไปในห้องที่มีดอกไม้กับคอมพิวเตอร์อยู่ใกล้ๆ กัน สิ่งแรกที่ศิลปินเห็นคือดอกไม้ บางทีไม่เห็นคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำทั้งๆ ที่อยู่ใกล้กัน ส่วนช่างคอมพิวเตอร์พอเข้าไปในห้อง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือเครื่องคอมพิวเตอร์ อาจไม่เห็นดอกไม้ด้วยซ้ำเพราะว่าไม่ได้สนใจ

ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นทางตา ได้ยินทางหู ได้กลิ่นทางจมูก จึงขึ้นอยู่กับใจของเราด้วย ไม่ใช่ว่า ตา หู จมูก มีผลต่อใจอย่างเดียว ใจก็ยังมีผลต่อ อายตนะที่เหลือด้วย นั่นหมายความว่า ถ้าเราวางใจไม่เป็น อาจจะได้ยินแต่เสียงน่ารำคาญ ยิ่งเรารำคาญเสียงอะไร ใจยิ่งไปปักอยู่กับเสียงนั้น แล้วเสียงนั้นก็จะดังขึ้นเรื่อยๆ จนเราอยู่ไม่เป็นสุข

แต่ถ้าเราไม่สนใจมัน เราอาจจะไปสนใจอย่างอื่น เช่น กำลังอ่านหนังสือ หรือกำลังทำครัว ก็อาจไม่ได้ยินเสียงนั้นเลย แต่พอเอาใจไปจดจ่อกับเสียงนั้น แล้วรู้สึกว่ามันดังน่ารำคาญ ทีนี้แหละจิตก็จะปักลงที่เสียงนั้น ไปเพ่งที่เสียงนั้น เสียงจะดังขึ้นๆ จนทนไม่ได้

ดังนั้นเราจึงต้องรู้เท่าทันใจและหูของเราให้ได้ ถ้าเรารู้เท่าทันแล้ว ก็จะพบว่าเราเลือกได้ว่าจะฟังหรือไม่ฟัง เลือกได้ว่าจะเห็นหรือไม่เห็น โดยไม่ต้องปิดหูปิดตา คราวนี้เราก็สบายละ

เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า ความทุกข์ที่มาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้อยู่ที่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอย่างเดียว ไม่ได้อยู่ที่คนโน้นคนนี้ หรือสิ่งนอกตัวอย่างเดียว แต่อยู่ที่ใจเราด้วย อย่าไปโทษคนอื่นหรือสิ่งแวดล้อมมาก เพราะบางทีใจเรานี่แหละ ที่ไปหาเรื่อง พอใจหาเรื่อง หูก็หาเรื่อง ตาก็หาเรื่อง แล้วทีนี้ใจก็ยิ่งเป็นทุกข์ เกิดโทสะ และพยาบาท เพราะฉะนั้นต้องแก้ที่ใจด้วย ไม่ใช่ไปบอกให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรม หรือบอกให้เขาหรี่เสียงให้เบาลง .. แต่ปรับจิตปรับใจของเรานี่แหละเป็นประการแรก คือให้มีสติ ให้มีความเป็นปกติ เลือกที่จะฟังหรือเลือกที่จะเห็นในสิ่งดีๆ เป็นกุศลบ้าง หรือถ้าได้ยินได้เห็นสิ่งที่ไม่เป็นกุศล ก็รักษาใจให้เป็นปกติ ถ้าทำอย่างนี้ได้ ก็เป็นสุขทุกที่ทุกเวลา จะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้..

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>