เพิ่มความรู้ ด้วยการใช้ความรู้

ยิ่งใช้ความรู้ ยิ่งได้ความรู้
เเชร์ (Share)

เพิ่มความรู้ ด้วยการใช้ความรู้

โดยทั่วไปแล้ว การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำได้โดยการอ่าน การฟัง การดู และการสังเกต ยิ่งเรียนรู้มาก ก็ยิ่งมีความรู้มาก แต่ในการที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และพัฒนาตนเอง เราต้องรู้จักนำความรู้ที่มีเหล่านั้นไปใช้..!

การเรียนรู้เกี่ยวข้องกับ Input (รับความรู้และข้อมูล) ในขณะที่ การนำความรู้ไปใช้จะเกี่ยวข้องกับ Output (ถ่ายทอดความรู้เเละข้อมูล)

สิ่งที่อาจจะแปลกแต่จริงก็คือ ยิ่งเราใช้ความรู้ที่เรามี เราก็จะยิ่งได้ความรู้เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มความรู้ให้กับตัวเองด้วยการใช้ความรู้ที่เรามี

“การนำความรู้หรือข้อมูลที่เรามีไปใช้ 3 ครั้ง ในเวลา 2 สัปดาห์ จะทำให้เกิดเป็น ‘ความจำในระยะยาว’ และเรามักจะได้ความรู้ หรือข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มเติมกลับมาด้วยเสมอ”

ข้อดีของการนำความรู้ไปใช้

  • ช่วยสร้างความจำในระยะยาว โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม เพราะการใช้ความรู้ ก็คือการทบทวนความรู้ไปในตัว
  • เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จากคนที่รู้มาก คิดมาก และข้อมูลมาก ให้กลายเป็นคนที่สามารถถ่ายทอด แบ่งปัน และลงมือทำซึ่งทำให้เกิดประโยชน์ทั้งกับตนเองและผู้อื่น
  • สร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น จากการใช้ หรือการประยุกต์ใช้ ความรู้และข้อมูลที่มี  
  • พัฒนาตัวเอง ในเรื่องทักษะของการพูด การเขียน การลงมือทำ และการสอน ทักษะเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน ยิ่งทำมากก็จะยิ่งมีความคล่องแคล่วมากขึ้น
  • รู้สึกสนุก อิน (Feel in) และมีส่วนร่วม ซึ่งจะกลายเป็นแรงจูงใจ (motivation) ให้เรายิ่งอยากพัฒนาตัวเองขึ้นอีก
  • มีผลงานที่มองเห็นและจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน

มี Input ต้องมี Output

มีการเรียนรู้ ก็ต้องมีการนำไปใช้ จึงจะเกิดประโยชน์ ทุกครั้งที่เรียนรู้อะไรมา พยายามหาทางนำไปใช้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดคือ การทำสรุปสิ่งที่เพิ่งได้เรียนรู้มา และพยายามหาโอกาสถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟัง ยิ่งถ่ายทอดมาก เราจะยิ่งจำได้มาก และมักได้แง่มุม ข้อสังเกต และข้อสรุปใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นจากทั้งตัวเราเอง และผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นการใช้ความรู้ แล้วเพิ่มความรู้ ควบคู่กันไป

Output เป็นเรื่องของการขยับร่างกาย ให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น การพูด การเขียน การทำ หรือการสอน ซึ่งตรงข้ามกับ Input ที่จะไม่มีการขยับร่างกาย หรือขยับร่างกายน้อยกว่า เช่น การอ่าน การฟัง การมอง การดู หรือการสังเกต 

สัดส่วนที่เหมาะสมของ Input และ Output คือ 3:7 ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษา ให้ทำแบบฝึกหัดและบททดสอบให้มากกว่าการเรียนและอ่านทฤษฎี ถ้าเป็นคนทำงาน ให้นำความรู้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ในหลายๆด้าน จากสิ่งที่พึ่งเรียนรู้มา

เพิ่มความรู้ ด้วยการลงมือทำ
เปลี่ยน Input ที่ได้ให้เป็น Output ออกมา

พูด-เขียน-ทำ-สอน

การได้พูดออกไป ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันข้อมูล ความรู้ หรือแค่แสดงความคิดเห็น ก็ทำให้สมองได้ทำงานและมีความจำเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

การเขียนทำให้เราได้ตรึกตรอง และใช้ความคิด เพื่อที่จะถ่ายทอดออกไป ให้เกิดความกระชับแต่ครบถ้วน โดยส่วนมากเเล้ว การเขียนจะเป็นการสร้าง Output ที่ดีกว่าการพูด ยิ่งเขียนมากสมองก็จะถูกฝึก และใช้งานได้ดีมากยิ่งขึ้น การเขียนด้วยมือมักจะสร้างความจดจำได้ดีกว่าการพิมพ์ และการเขียนแทรกลงไปในสิ่งที่กำลังอ่านคือการเปลี่ยน Input ให้เป็น Output และเป็น Active Learning ที่ให้ผลมากกว่า  

การลงมือทำคือ การทำให้เกิดผลลัพธ์บางอย่าง ซึ่งนอกจากการใช้ความรู้และข้อมูลที่มีเเล้ว ยังต้องใช้ความสามารถในการปะติดปะต่อเรื่องราวและทักษะอื่นๆ เข้าด้วยกัน และนั่นจะทำให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นไปในตัว (Learning by doing)

การลงมือทำเพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอทำได้โดย

  1. การมีความจดจ่อหรือโฟกัสในสิ่งที่ทำ
  2. ทำให้เป็นเรื่องสนุก (พยายามหาวิธีสนุกกับมัน)
  3. แตกเป้าหมายใหญ่ออกเป็นเป้าหมายย่อย เพื่อให้บรรลุผลได้จริง
  4. ให้รางวัลตัวเองเล็กๆน้อยๆ เมื่อทำได้ตามเป้า
  5. จดบันทึกความก้าวหน้า หรือความสำเร็จ เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการทำแบบต่อเนื่อง

และสุดท้ายคือการสอน การสอนส่งผลต่อการพัฒนาตัวเองมากที่สุด เพราะนอกจากจะเหมือนเป็นการทบทวนให้กับตัวเองแล้ว การสอนเป็น Output คือการถ่ายทอดออกไป ซึ่งมักจะทำให้เราต้องเตรียมตัวและพบจุดที่ต้องค้นคว้าเพิ่ม ในช่วงของการสอน เราก็มักจะได้เจอกับคำถาม หรือได้รับข้อมูลใหม่ๆ ระหว่างการถามตอบ ที่อาจจะเป็นความรู้ใหม่สำหรับเรา และนั่น…คือ Input อันใหม่ หรือความรู้ต่อยอด เป็นการเพิ่มความรู้ ที่มีผลพวงจากการใช้ความรู้ที่เรามี

ฟีดแบค (Feedback)

ฟีดแบค (Feedback) หรือความคิดเห็นที่เราได้กลับมาจากการพูด การเขียน การลงมือทำ หรือการสอน ซึ่งอาจเป็นทั้งเชิงบวก เช่น การเห็นด้วย การให้ข้อมูลเพิ่ม และการช่วยยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นเชิงลบ เช่น การไม่เห็นด้วย และข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ

ในกรณีที่ได้รับ Feedback ในเชิงลบ ให้พยายามหาจุดที่เป็นประโยชน์จาก Feedback นั้น อย่าคอยแต่เพ่งไปที่จุดที่เราไม่เห็นด้วย หรือมองว่าเป็นเรื่องของการถูกโจมตี แล้วรีบปฏิเสธหรือเมินเฉย ควรมองว่าเป็นเรื่องของ Input หรือข้อมูลใหม่ ที่เราสามารถนำมาคิด และพิจารณา ก่อนที่จะตัดสินใจว่า ควรจะทำยังไงต่อไป

ฟีดแบค (Feedback) จะช่วยให้เราเติบโตขึ้น เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรามองย้อนกลับไป เพื่อหาข้อผิดพลาด ค้นหาสาเหตุ สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่ม รวมถึงการปรับทิศทางให้เหมาะสมขึ้น ทุกคนมีส่วนที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ให้คิดว่าการได้ Feedback คือโอกาสในการพัฒนาตนเอง

การนำความรู้ที่มี ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ นอกจากจะส่งผลดีกับตัวเองและผู้อื่นแล้ว ยังช่วยทำให้ผู้ใช้ความรู้ ได้เพิ่มความรู้ให้กับตัวเอง จากฟีดแบค (feedback) ต่างๆ อีกด้วย

.

หนังสือ: ศิลปะของการปล่อยของ

.

ร้านหนังสือ [BOOKSHOPS]

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>