นักการตลาด ยุคดิจิทัล

นักการตลาด
ต้องมีสองคนในร่างเดียว..!
เเชร์ (Share)

นักการตลาด (Marketeer) ที่อยู่ในยุคดิจิทัลอย่างทุกวันนี้ อาจจะเป็น คนเดิมกับเมื่อ 15 – 20 ปีที่แล้ว ในแง่ของ ชื่อ ความเป็นที่รู้จัก บทบาท หน้าที่ และความสำคัญที่มีต่อบริษัทหรือองค์กร แต่ในแง่วิธีคิดและเทคนิคในการทำงาน เขาเหล่านั้นได้สร้างอีกตัวตนหนึ่งขึ้นมาในตัวเอง เขาจำเป็นต้อง..มีสองคนในร่างเดียว..!   

และตัวตนที่สองนี้เอง ที่จะเข้ามาสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน ด้วยการใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีที่มีอยู่ในยุคปัจจุบัน

ความท้าทายที่ นักการตลาด ในยุคนี้ต้องเผชิญคือ การเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ความต้องการของลูกค้า วิถีชีวิต เทรนด์ ช่องทางสื่อสาร (touch point) และเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะมีการอัปเดตอยู่ตลอดเวลา

การประสานความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ที่ใช้แล้วประสบผลสำเร็จ ร่วมกับ วิธีการและเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการเป็น นักการตลาด ที่ดีเป็นอย่างมาก (Knowledge & Experience VS. Know-How & Technology)

และนี่คือคุณสมบัติของ นักการตลาด ในยุคดิจิทัล ที่เปรียบเสมือนมีสองคนในร่างเดียว

1. ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล

ทุกวันนี้ งานด้านการตลาดทุกอย่าง ควรจะอิงมาจากข้อมูล หรือที่เราพูดกันติดปากว่า “Data-driven” และต้องให้ความสำคัญกับ การวิเคราะห์เชิงปริมาณมากขึ้น เพราะกิจกรรมด้านการตลาด คือส่วนของการทำธุรกิจที่ใช้เงินจำนวนมาก เพื่อสร้างการรับรู้ และความเชื่อมั่น ที่นำไปสู่การซื้อ และการบอกต่อ (referral)  

ในขณะเดียวกัน ก็มีข้อมูลมากมายที่ให้เราเก็บเกี่ยว เพื่อมาประเมินผล วิเคราะห์ คาดการณ์ และวางแผนทั้งในเชิงกลยุทธ์ (Strategy) และเชิงปฎิบัติการ (Operation)

ทุกอย่างควรจะมีการวัดออกมาเป็นตัวเลขให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของรายได้ และผลประกอบการซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของการทำธุรกิจ 

ต้องเก่งในเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) มองให้ออก ตีให้แตก แล้วเอามาสร้างกลยุทธ์ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘Data Science’ เป็นสิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจลูกค้ามากขึ้น มันไม่มีทฤษฎี หรือสูตรสำเร็จตายตัว แต่จะมาจากความสามารถในการสรุป และหาความเชื่อมโยงของข้อมูลที่มีกับโจทย์ทางธุรกิจของเรา

ไม่ถึงกับต้องเรียน Programming หรือต้องเขียน Analysis Model เอง เพียงแต่ต้องเข้าใจหลักการ และการทำงานของเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลายอย่างที่เป็น Open-Source และใช้ประโยขน์ได้ดี

2. ความคิดสร้างสรรค์

ต้องใช้ทั้งสมองซีกซ้ายและขวา ต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความกล้าที่จะคิดให้แตกต่าง เป็นสองสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป

Data-driven อย่างเดียว ก็จะทำให้ ทำอะไรออกมาคล้ายๆ กับแบรนด์อื่นๆ ที่เคยทำแล้วสำเร็จ แต่จะกลายเป็น ‘Me Too’ หรืออาจถึงขั้น ‘Copy Cat’ ก็เป็นได้ ในทางกันตรงข้าม ถ้าจะฉีกแปลกแหวกแนว แต่ไม่สะท้อนความเป็นจริง และไม่โดนใจลูกค้า ก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้า

พยายามหาสมดุลของทั้งสองอย่าง แล้วรีบนำไปทดสอบผ่านเครื่องมือที่เป็น Open-Source ที่ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำ เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรต้องปรับแต่งอะไรต่อไป

บางคนอาจคิดว่า ตัวเองไม่ใช่สายครีเอทีฟ (Creative) เป็นสายโลจิก (Logic) ชอบเหตุผล เน้นความชัดเจน มีที่มาที่ไป ก็เลยมองข้ามความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ หรือไม่ก็โยนให้เป็นความรับผิดชอบของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นทีมงานภายใน หรือ ครีเอทีฟ เอเจนซี่ ภายนอก

จริงๆ แล้ว ความที่มี Logic สูงนี่ละครับ คืออาวุธอันทรงพลัง ที่จะทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์ เกิดจากความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว ให้ออกมาในรูปแบบ หรือลักษณะใหม่ที่สอดคล้องกับแวดล้อมและบริบท (context) ที่เปลี่ยนไป

“นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ คือการหาความเชื่อมโยงใหม่ๆ จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว เป็นการรวมตัวของสิ่งที่มีอยู่แล้วในลักษณะ หรือรูปแบบที่ต่างออกไป”    

3. เป็นนักเล่าเรื่องที่ดี

‘เรื่อง’ ที่ถูกเล่าและถ่ายทอดได้ดี จะเป็นเรื่องที่ดี

ทุกวันนี้มี Content อยู่มากมายบนโลกออนไลน์ ขนาดเป็นของฟรี และหลายครั้งเป็นของดี ยังยากที่จะให้คนมาสนใจ นักการตลาดต้องหาเทคนิคใหม่ๆ ที่จะทำให้สิ่งที่นำเสนอมีความน่าสนใจ เพื่อการเข้าถึงกลุ่มคนในวงกว้างได้มากขึ้น

นักการตลาด ในบทบาทของ นักเล่าเรื่อง
นักการตลาด คือนักเล่าเรื่องที่ดี

สิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดคือ ‘วิธีการเล่าเรื่อง’ ลองนึกถึงภาพยนต์ที่แม้จะมีเอฟเฟ็กต์ตระการตาหรือล้ำเลิศแค่ไหน แต่มีการดำเนินเรื่อง หรือวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่ดี ก็จะทำให้หนังไม่สนุก และไม่สามารถตรึงอารมณ์ของผู้ชมได้ พยายามนึกถึงผู้กำกับหนัง ที่สามารถถ่ายทอดเเละเล่าเรื่องราว เพื่อที่จะแทรกเข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าให้ได้

Steve Jobs เป็นนักพูด และนักเล่าเรื่องที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ฟังเสมอ

สิ่งที่เจ้าของสินค้าส่วนมากพูด; “ใหม่ เครื่องเล่น mp3 ความจุ 5gb!”

สิ่งที่ Steve Job พูด; “iPod…1,000 เพลงในกระเป๋าคุณ”

4. เรียนรู้เร็วและตลอดเวลา

เรื่องจริงที่เหลือเชื่อ

คนที่เป็นกูรูด้าน Digital Marketing เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และหยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ จะไม่ใช่กูรูในวันนี้อีกต่อไป เพราะแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็มี Tools และ Trends ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อะไรที่เคยเวิร์คก็เริ่มไม่เวิร์ค นั่นเป็นเหตุผลที่ต้องเรียนรู้เร็วและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

ในการหาลูกน้องใหม่ๆ เราควรมองหาความอยากรู้อยากเห็นในตัวคนๆ เหล่านั้น เพราะความรู้ที่ติดตัวมาเริ่มที่จะไม่สำคัญเท่ากับความสามารถในการเรียนรู้สิ่งที่เข้ามาใหม่อย่างรวดเร็ว

5. มองออกไปรอบๆ

“Marketeer ที่ดี ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ เพราะการเข้าใจศาสตร์อื่นๆ ที่นอกเหนือจากการตลาดมันจะเป็นไอเดีย และแรงบันดาลใจที่ดี อีกทั้งมันจะทำให้มุมมองของเรากว้างขึ้น สุดท้ายมันก็คือการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และไหนเราจะต้องทำงานกับคนจากหลากหลายศาสตร์ ถ้าเราไม่เข้าใจวิธีคิด และการทำงานของคนเหล่านั้น เราก็จะไม่สามารถทำงานกับพวกเขาได้” (Seth Farbman; Spotify’s CMO)

กล่าวโดยสรุปคือ Marketeer ในยุคนี้ต้องเป็น Generalist ด้วย คือมีความรู้ และเก่งหลายๆ ด้าน แต่ต้องไม่สะเปะสะปะเกินไป เราจะต้องเป็น T-Shaped Marketer ..เส้นแนวนอนของตัว T คือการรู้กว้างๆ ในสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์และธุรกิจของเราทั้งทางตรงและทางอ้อม ในขณะเดียวกัน เส้นแนวตั้งก็คือการรู้สิ่งๆ หนึ่งอย่างลึกซึ้งนั่นคือ วิธีการทำการตลาดที่เหมาะสมกับยุคสมัย และเข้าถึง Insight ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

.

เนื้อหาเพิ่มเติมและหนังสือที่เกี่ยวข้อง

.

ร้านหนังสือ [BOOKSHOPS]

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>