สติ และการรู้เท่าทัน

สติ เเละการรู้เท่าทัน
ไม่เผลอหลุดเข้าไปในอารมณ์
เเชร์ (Share)

สติ และการรู้เท่าทัน

สติ ที่เราควรจะมีนอกจากจะเป็น สติแบบรู้เนื้อรู้ตัวคือ การตื่น การฟื้นแล้ว ยังมี สติ แบบที่ละเอียดอ่อนกว่า นั่นคือ สติแบบที่เราสามารถมองเห็น รู้เท่าทันความคิด และความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า

การมีสติ ทำให้เราไม่เผลอหลุดเข้าไปในอารมณ์ และทำในสิ่งที่ไม่สมควรทำ แบบขาดความยับยั้งชั่งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจ

สติพาฝ่าวิกฤต

(บทคัดย่อจากหนังสือ ‘ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา’ โดย หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

สติ ก็คือความระลึกได้นั่นเอง สติตรงข้ามกับความหลง ความลืม สติแปลว่าไม่หลงลืม จำได้ ระลึกได้..

สตินอกจากจะทำให้เราไม่ลืมข้อมูล ไม่ลืมนัดหมาย ไม่ลืมงานการที่ทิ้งค้างเอาไว้ สติยังช่วยให้เราไม่ลืมตัวด้วย การไม่ลืมตัวที่เราคุ้นเคยก็คือ ได้ดีแล้วไม่ลืมกำพืดหรือรากเหง้า ไม่ลืมตัวเหมือนวัวลืมตีน อันนี้เป็นหน้าที่ของสติเหมือนกัน

สติ ยังหมายถึงความไม่หลงใหลมัวเมา ซึ่งก็เป็นอีกแง่หนึ่งของความไม่ประมาท

สติหรือความระลึกได้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ไม่ประมาทในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ขับรถ แข่งกีฬา ทำงาน หั่นผัก หรือใช้เครื่องไฟฟ้า สติช่วยให้ทำสิ่งเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง แต่หน้าที่ที่สำคัญกว่านั้นของสติก็คือ ช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท ใช้เวลาแต่ละนาทีให้มีคุณค่าและเกิดประโยชน์ รวมทั้งเพื่อเป็นการเตรียมตัวสำหรับสิ่งไม่พึงปรารถนาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย จะเป็นการเตรียมการป้องกันหรือแก้ไขก็ตาม

ใครๆ ก็รู้ว่าถ้าขับรถอยู่แล้วเกิดยางแตกขึ้นมา ห้ามแตะเบรค แต่พอมันเกิดขึ้นจริงๆ ส่วนใหญ่จะตกใจ เสร็จแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเหยียบเบรค นี่เป็นเพราะสติมาไม่ทันการ คนบางคนมีชีวิตที่สุขสบาย ร่าเริง แจ่มใส แต่พอเสียลูกหรือเสียคนรัก ชีวิตกลับเปลี่ยนไป ซึมเซาเจ่าจุก หมดอาลัยตายอยากกับชีวิตราวกับเป็นคนละคน นี่เป็นเพราะสติที่เขามีนั้น มันพอที่จะทำให้มีชีวิตอยู่ได้ในยามปกติเท่านั้น แต่ไม่สามารถรับมือกับเหตุร้ายที่เข้ามาอย่างรวดเร็วได้

เมื่อไม่นานมานี้ก็มีเรื่องคล้ายๆ กัน นักศึกษาที่ได้ทุนเรียนดี หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน ได้ไปเรียนต่อที่เยอรมนี อยู่ได้ไม่นานก็มีปัญหาเรื่องการเรียน เรียนแทบไม่ได้เลย เพราะภาษาเยอรมันไม่รู้เรื่อง กลุ้มใจมาก โทรมาปรึกษาพ่อแม่ พ่อแม่บอกว่า อย่ากลับเลย ถ้ากลับมาเมืองไทยแล้วจะกลับไปเรียนเยอรมันต่อไม่ได้ นักศึกษาเลยกินยาแก้ปวดเข้าไป ๕o เม็ด เมื่อตื่นขึ้นมาก็ยังเศร้าไม่หาย สุดท้ายก็โดดตึกตาย นี่แสดงว่า สติที่เรามีนั้น ช่วยให้เราอยู่ได้ในชีวิตประจำวันที่ปกติธรรมดา แต่ถ้าเจอเหตุการณ์ที่ไม่ปกติขึ้นมา เช่น เจอความพลัดพรากสูญเสีย ไม่สมหวัง สติที่มีอยู่ก็ไม่มีกำลังพอที่จะช่วยเราได้

เราต้องการความรู้ตัวที่ละเอียดกว่านั้น .. เป็นความระลึกได้ที่ว่องไวฉับพลัน และที่ละเอียดกว่า.. เหมือนเม็ดเลือดขาว ทันทีที่เชื้อโรคเข้ามาในร่างกาย มันจำได้ทันที เพราะเคยเจอกันมาก่อน ดังนั้นจึงจัดการกับเชื้อโรคนั้นอย่างฉับพลัน

ความระลึกได้หรือความรู้ตัวที่ว่องไวฉับพลันแบบนี้มีประโยชน์อย่างไร มันมีประโยชน์มาก เพราะทำให้เราไม่หลงจมเข้าไปในความทุกข์ และไม่ทำให้ความทุกข์ลุกลามขยายตัวจนเอาไม่อยู่

สติ คือเห็นเเละรู้เท่าทัน
เห็นเเละรู้เท่าทันสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

เราต้องการสติที่ไวอย่างนั้น.. เมื่อสติของเราไว ก็จะเผลอคิดได้ไม่นาน คิดไปได้ไม่ไกล ใจก็กลับมาอยู่กับกาย อยู่กับอิริยาบถ บางครั้งความรู้สึกนึกคิดมันออกมาแรง เพราะเราไปขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ขึ้นมา สติที่เรามีอาจจะไม่ไวพอ กว่าจะรู้ตัวก็ฟุ้งไปไกล หรือตีอกชกหัวตัวเองไปแล้ว แต่เราก็คงได้เห็นแล้วว่า เมื่อเรามีสติไว มันจะดึงจิตออกมาจากหลุมอารมณ์ได้ แล้วจะรู้สึกปลอดโปร่ง เบาสบาย

คราวหนึ่งมีคนถามหลวงปู่ดูลย์ว่า หลวงปู่มีโกรธไหม หลวงปู่บอกสั้นๆ “มีแต่ไม่เอา”.. ความโกรธนี่น่าเอาที่ไหน ไม่น่าเอาเลย แต่เป็นเพราะเราไม่รู้ทันมัน เราก็เลยยึดมันเอาไว้โดยไม่รู้ตัว ความไม่รู้ตัวทำให้เรา เอาอะไรต่ออะไรมาใส่ไว้ในใจ จนมันกลายเป็นใหญ่เหนือใจเรา

หากเราดีใจที่มีคนสรรเสริญ เวลาถูกตำหนิเราก็ต้องทุกข์ ถ้าเราไม่อยากจะทุกข์เวลาถูกคนด่าหรือตำหนิ เราก็อย่าไปดีใจเวลาที่มีคนมาสรรเสริญหรือชื่นชม ถ้าเราไม่อยากทุกข์เวลาเสื่อมลาภหรือเสื่อมยศ เราก็อย่าไปดีใจเวลาได้ลาภได้ยศ เพราะมีกับเสีย มันเป็นของคู่กัน ความไม่เที่ยง แปรปรวน เปรียบเสมือนเบ็ดแหลมที่แฝงอยู่ในเหยื่อที่อร่อย ถ้าไม่อยากถูกเบ็ดแทงปาก ก็อย่ารีบฮุบ ตั้งสติแล้วค่อยๆ กินค่อยๆ แทะ ก็ยังมีสิทธิ์รอดจากเบ็ดได้

ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ อาจารย์ของอาตมา ถึงเน้นว่า ให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา คิดดีก็ช่าง คิดไม่ดีก็ช่าง มันดีใจก็ช่าง มันเสียใจก็ช่าง เพียงแค่เห็นมัน อย่าเข้าไปเป็นมัน เมื่อดีใจก็รู้ว่าดีใจ เมื่อเครียดก็รู้ว่าเครียด แต่อย่าไปสำคัญมั่นหมายว่าฉันเครียด ฉันดีใจ

เคยมีคนมาปรึกษากับหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อทำยังไงดี หนูเครียดจังเลย” หลวงพ่อไม่ตอบแต่พูดว่า “ถามไม่ถูก ถามใหม่” เขาก็เลยบอกว่า “หลวงพ่อ หนูเห็นความเครียดอยู่เต็มเลย” สองประโยคนี้ต่างกันเลยนะ “หนูเครียด” กับ “หนูเห็นความเครียด” ถ้ารู้สึกว่าเราเครียด เราทุกข์ทันทีเลย แต่ถ้าเราเห็นความเครียด อาการจะเบากว่ากันเยอะ ความดีใจหรือความปิติก็เหมือนกันนะ มันเกิดขึ้นทีไร อย่าไปสำคัญมั่นหมายว่า “ฉันดีใจ” ให้เห็นความดีใจอย่าเข้าไปยึดมันว่า เป็นตัวเราของเรา นี่แหละคือหน้าที่ของสติที่ฝึกฝนมาดี สติเมื่อฝึกมาดี จะเข้มแข็ง รวดเร็ว ฉับไว ทำให้เรารู้ตัวทั่วพร้อม และไม่เผลอให้ความทุกข์มาครอบงำ และไม่เผลอฮุบความสุขที่แฝงทุกข์เอาไว้

.. เพราะเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงเรียก สติ และสัมปชัญญะว่าเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็ขอให้เราขวนขวายสร้างสติ เพื่อให้สติเป็นที่พึ่งของเราอย่างแท้จริง

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>