หาเงิน และรายได้จาก Passive Income

หาเงิน จาก passive income
การใช้เงินหรือทรัพย์สินทำงานแทน
เเชร์ (Share)

หาเงิน และรายได้จาก passive income

‘เงิน’ คือสิ่งที่ผู้คนในสังคมได้สมมุติขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เงินสามารถใช้ในการซื้อหรือแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าและบริการได้ทุกชนิด เป็นสิ่งมีมูลค่าที่บอกถึงฐานะความมั่นคงในการดำรงชีวิต

บนโลกของเราใบนี้  ส่วนใหญ่คนเราจะสร้างเงิน เเละรายได้ จาก 4 ช่องทาง

1. รายได้จาการเป็นพนักงานประจำ (E – Employee)

คือรายได้ที่ได้จากการทำงานเพื่อรับค่าตอบแทนที่แน่นอนเป็นประจำ เช่น ‘เงินเดือน’  รายได้หรืออัตราเงินเดือนก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละอาชีพ และความสามารถ ซึ่งมีหลากหลายอาชีพ เช่น พนักงานบริษัท พนักงานธนาคาร อาจารย์ แพทย์ประจำโรงพยาบาล ตำรวจ ทหาร และ อื่นๆ ที่มีสังกัดและนายจ้างที่แน่นอน

2. รายได้จากการเป็นเจ้าของกิจการ (S – Self Employed)

คือรายได้จากการประกอบกิจการที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก และที่สำคัญคือตัวเจ้าของเองเป็นแรงงานสำคัญ ในกิจการนั้นๆ เช่น คุณหมอที่เป็นเจ้าของคลินิก เจ้าของร้านอาหาร เจ้าของสวนผลไม้ และขายของออนไลน์ เป็นต้น

3. รายได้จากการเป็นเจ้าของธุรกิจ (B – Business Owner)

คือรายได้ที่มาจากการทำธุรกิจ แต่เป็นธุรกิจที่มีการจ้างบุคคลอื่นให้มาทำงานแทน และเจ้าของธุรกิจ ไม่ได้เป็นแรงงานสำคัญในองค์กร แต่บริหารและดูแลในภาพรวมเท่านั้น เช่นเ เจ้าของบริษัท เจ้าของเฟรนไชส์ และธุรกิจเครือข่าย เป็นต้น

4. รายได้จากการลงทุน (Investor)

คือรายได้ และผลตอบแทนจากการที่นำเงินของตนเองไปลงทุน ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มเติมมากขึ้น เช่น การลงทุนในตลาดเงิน หุ้น  กองทุนรวม และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

.

หาเงิน จาก 4 ช่องทาง
(B) เเละ (I) ใช้เงินทำงานเเทนตัวเอง

.

พวกเราทราบไหมครับว่า…

รายได้ประเภทที่ 1 (E) และ 2 (S) เป็นรายได้ของคน 95% ของคนบนโลกใบนี้ แต่มีมูลค่ารวมอยู่ที่แค่ 5% ของรายทั้งหมดในโลก  ในขณะที่รายได้ประเภทที่ 3 (B) และ 4 (I) เป็นรายได้ของคนเพียง 5% ของคนบนโลก แต่กลับมีมูลค่ารวมสูงถึง 95% ของรายทั้งหมดในโลก..!

ACTIVE INCOME

พนักงาน (E) และเจ้าของกิจการ (S) เป็นอาชีพที่ หาเงิน ด้วยการสร้างรายได้ที่เรียกว่า ‘Active Income’ คือรายได้จากการที่พวกเขาทำงาน เช่น เงินเดือน ค่าคอมมิสชัน เงินฟรีแลนซ์ ต่าง ๆ เป็นการทำงานเพื่อแลกเงิน ซึ่งจะมีข้อจำกัดทางด้านทรัพยากรคือ เวลาและร่างกาย

เนื่องจากเวลามีจำกัด การที่จะ หาเงิน หรือทำให้รายได้เพิ่มขึ้นได้นั้น พนักงาน (E) ต้องอาศัยการพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถ เพื่อจะได้ทำงานที่มีค่าของงาน (Job Value) สูงขึ้น  เพื่อให้รายได้เพิ่มขึ้น เช่น พนักงานที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าจะได้รับเงินเดือนมากกว่าจากจำนวนชั่วโมงการทำงานที่เท่ากัน  ถ้าเป็นพนักงานที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกันก็ต้องทำผลงานให้ได้ดีกว่า เพื่อให้ได้โบนัสที่มากกว่าและมีโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น กติกาคือต้องทำงานเพื่อแลกกับค่าจ้างประจำ เช่น เงินเดือน อยู่ภายใต้กฎกติกาของผู้ว่าจ้าง และข้อตกลงในการจ้างงานที่ทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับ การเป็นลูกจ้าง (E) นั้นเป็นการ หาเงิน ที่รวยยาก ไม่มีอิสระ ต้องทำงานตลอด แต่ข้อดีคือ การมีรายได้ประจำที่แน่นอนกว่า

ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ (S) ส่วนใหญ่ก็จะมีจำนวนชั่วโมงในการทำงานต่อวันที่สูงกว่า เช่น 10 ถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน รวมถึงการทำงานในวันเสาร์หรืออาทิตย์ด้วย เพื่อให้ได้จำนวนของงานที่มากขึ้น ซึ่งคือรายได้ที่มากขึ้น เช่น การทำธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดทุกวันหรือไม่ก็มีวันหยุดเพียง 1 วันต่อสัปดาห์ เป็นอาชีพที่มีโอกาสรวยกว่า มีอิสระในแง่การทำงานแบบที่ตัวเองชอบ แต่ก็เหนื่อยมาก หยุดไม่ได้ และ ยังไม่มีอิสรภาพในการใช้ชีวิตเช่นเดียวกัน

สำหรับในยุคนี้ ที่มีความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างๆ มากมาย หลายคนจึงมองว่า ควรที่จะมีรายได้เพิ่ม เพื่อสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น การถูกเลิกจ้าง หรือการที่ต้องปิดกิจการลงเนื่องจากสาเหตุต่างๆ จึงพยายามทำงานให้หนักขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ เช่นพนักงานประจำที่หารายได้เพิ่มจากงานฟรีแลนซ์ ในขณะที่เจ้าของกิจการก็ทำงานแบบที่เรียกว่าแทบจะไม่ได้พักผ่อน เพราะคิดว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก

เมื่อเราทำงานแบบหักโหมเพื่อจะ หาเงิน และรายได้ให้มากขึ้น สุขภาพร่างกายก็จะทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งรายได้ที่หามาได้ สุดท้ายแล้วก็นำไปเป็นค่ารักษาพยาบาลสำหรับความเจ็บป่วยจนหมด..!

PASSIVE INCOME

เจ้าของธุรกิจ (B) และนักลงทุน (I) เป็นอาชีพที่ หาเงิน ด้วยการสร้างรายได้ที่เรียกว่า ‘Passive Income’ คือเป็นอาชีพที่ ถึงแม้จะผ่อนแรงลง หรืออาจจะหยุด ก็ยังมีรายได้เข้ามา ซึ่งเป็นการ หาเงิน จากการใช้เงินหรือทรัพย์สินทำงานแทนเรา ในการสร้างมูลค่าให้เพิ่มขึ้น มีการใช้เวลาและลงแรง แต่ไม่มากเท่ากับแบบ ‘Active Income’  เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แล้วปล่อยเช่า หรือการลงทุนในหุ้น ลิขสิทธิ์ทางปัญญา รวมไปถึงการลงทุนในประเภทอื่นๆ

การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ (B) ต้องใช้เงินทุนสูง ซึ่งโดยส่วนมากเเล้ว จะเป็นการกู้ยืมเงินจากธนาคาร หรือสถาบันการเงินเพื่อมาประกอบกิจการ ต้องมีความสามารถในการบริหารงาน และการบริหารคนอย่างสูง เพื่อให้ธุรกิจสามารถ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าเเละมีกำไร การเป็นเจ้าของธุรกิจคือหนทางสู่ความร่ำรวย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับความเสี่ยง และต้องมีความรับผิดชอบสูงมากเช่นกัน

การลงทุน ..สำหรับนักลงทุนทุกคน (I) การลงทุนคือการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยิ่งเงินต้นมาก ก็ยิ่งได้ผลตอบแทน (หรืออาจจะขาดทุน) มากตาม ซึ่งขึ้นอยู่กับทรัพย์สินหรือกิจการที่เข้าไปลงทุน

ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง การลงทุนที่มีความเสี่ยงมาก ก็จะมีอัตราผลตอบแทนที่สูงมาก (High Risk High Return) ในทางตรงกันข้าม การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำก็จะได้รับอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่า (Low Risk Low Return)

เพื่อให้การลงทุนของเรา ผลิดอกออกผลและมีประสิทธิภาพ เราจึงต้องศึกษาและทำความเข้าใจในทรัพย์สินหรือกิจการนั้นๆ ให้ถ่องแท้ เพื่อที่จะสามารถลงทุน และบริหารความเสี่ยง ให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด

บุคคลที่ร่ำรวยคือคนที่มี Passive Income สูง และนี่คือเส้นทางแห่งความร่ำรวยที่แท้จริง เมื่อมันเป็นเส้นทางจึงต้องมีจุดเริ่มของการเดินทาง การลงทุนจึงควรเริ่มจากสิ่งที่เราพอมีและจัดสรรได้ ลงทุนอย่างต่อเนื่องในทรัพย์สินที่เรามีความเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อให้ทรัพย์สินเหล่านั้นค่อยๆ เติบโตขึ้นและสามารถสร้าง passive Income ที่มากขึ้น ซื่งวันหนึ่ง อาจจะเป็นรายได้หลัก ของเราในอนาคต

สำหรับพวกเราส่วนใหญ่ที่เป็น 95% ของคนบนโลกนี้ที่มีรายได้แบบ ‘Active Income’ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ เจ้าของกิจการ (S) ที่ไม่สามารถพัฒนาไปเป็นรูปแบบของบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถจ้างผู้อื่นให้มาทำงานแทน หรือคนที่เป็นพนักงานประจำ (E) จึงควรที่จะสร้าง ‘Passive Income’ ควบคู่กันไป เพื่อทำให้เกิด ‘รายได้รวม’ ที่มีความสมดุล มั่นคง และยั่งยืนกว่านั่นเองครับ

.

เนื้อหาเพิ่มเติมและหนังสือที่เกี่ยวข้อง

.

ร้านหนังสือ [BOOKSHOPS]

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>