เทคนิคการอ่านหนังสือ

เทคนิคการอ่านหนังสือ
อ่านเร็ว เข้าใจ ไม่มีวันลืม
เเชร์ (Share)

เทคนิคการอ่านหนังสือ อ่านเร็ว เข้าใจ ไม่มีวันลืม

เมื่อโลกมีสิ่งที่เข้ามารบกวนมากมาย ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าคนส่วนใหญ่ ‘อ่านหนังสือไม่เป็น’ คือหมายถึง อ่านแล้วจับใจความสำคัญไม่ได้ หรือไม่ก็อ่านแล้วลืมง่าย ..จากการสำรวจพบว่า

93% เสียสมาธิง่ายเวลาอ่านหนังสือ

84% ในวันรุ่งขึ้นก็ลืมสิ่งที่อ่านแล้ว

30% ของประสิทธิภาพการอ่านจะลดลง เมื่ออ่านจากจอดิจิทัล 

จะทำอย่างไร เมื่อการอ่านยังคงมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ และการประสบความสำเร็จ..?

คุณ Mark Tigchelaar (มาร์ก ติกเคลาร์) นักประสาทวิทยาแนะนำ เทคนิคการอ่านหนังสือ ที่พิสูจน์แล้วโดยผู้คนกว่า 85,000 คนทั่วโลกว่าได้ผลดีเยี่ยม

สมองของเรา

“สมอง” ของคนเราสามารถประมวลผลได้ 800-1,400 คำต่อนาที แต่ความเร็วโดยเฉลี่ย ของการอ่านอยู่ที่ 200 คำต่อนาที

เพราะฉะนั้น ขณะที่เราอ่านหนังสืออยู่จะมีพื้นที่สมองว่างๆ ให้คิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องอื่นๆ ได้มากมาย โดยธรรมชาติแล้ว ลูกนัยน์ตาของคนเราจะกวาดมองไปรอบๆ  หรือบางทีก็มองย้อนไปย้อนมาถึงตัวอักษรก่อนหน้าบ้าง บรรทัดข้างบนบ้าง ข้างล่างบ้าง ทำให้สมาธิของเราหลุดหายไปเป็นช่วงๆ

วิธีแก้ปัญหาคือ ต้องอุดช่องว่างของสมองด้วยการ อ่านให้เร็วขึ้น และทำให้ “ลูกนัยน์ตา” มีสมาธิจดจ่อกับตัวหนังสือ อาจทำง่ายๆ โดยใช้นิ้วหรือปากกาชี้ไปที่ตัวหนังสือ ให้คอยนำสายตาในการอ่านตามตัวอักษร ปรับสปีดการอ่านตามที่ต้องการ ควบคุมจังหวะให้เหมาะสม แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการอ่านให้เร็วคือ ต้องอ่านให้เข้าใจด้วย

เทคนิคการอ่านหนังสือ อ่านให้เร็วขึ้น
มีสมาธิจดจ่อกับตัวหนังสือ

สมาธิ

หลายๆ คนชอบทำงานแบบ Multi-tasking เช่น เปิดคอมหลาย ๆ หน้าจอ คุยไปด้วย ตอบเมลล์ไปด้วย อ่านไปด้วย เพราะคิดว่าจะทำสิ่งต่างๆ ให้เสร็จเร็วขึ้น แต่จริงๆ ไม่ใช่ครับ สมองกลับต้องทำงานหนักกว่าด้วย การทำแบบนี้ต้องใช้ “สมาธิแบบรู้ตัว” สูงมากๆ เป็นการที่เราต้องจดจ่อกับตัวงานที่ทำทีละหลายๆ อย่าง สลับกลับไปมาอย่างต่อเนื่อง ชื่งเป็นการใช้สมองทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ..ทำให้เสียเวลามากขึ้น และจำได้น้อยลง ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราจดงานตามคำพูดของครู หรือเจ้านาย แล้วต้องฟังไปด้วยจดตามทุกคำพูดไปด้วย ยังไงก็จดไม่ทัน ไม่ได้ฟังเนื้อหาต่อไป และจำสาระสำคัญโดยรวมไม่ได้  

วิธีแก้ปัญหาคือ ให้ทำทีละอย่าง เวลาที่ต้องฟังก็ฟังให้จบ เสร็จปุ๊บก็ให้รีบจดเลยว่า เนื้อหาสาระที่ได้ยินมาคืออะไร ประเด็นสำคัญมีอะไรบ้าง

เทคนิคการอ่านหนังสือ คือไม่ต้องจำทุกคำที่อ่าน คือ ‘อ่านเอาเรื่อง’ ให้เข้าใจก่อนจนจบบทหนึ่ง แล้วค่อยมาเขียนสรุป ‘สิ่งที่สำคัญ’

ในการจดบันทึก ให้จด “คำนาม” เป็นหลัก เพราะคำเหล่านี้เป็น Key Words พวกคำเชื่อม คำคุณศัพท์ และ คำขึ้นต้นแบบ a, an, the พวกนี้ไม่ต้องจด เพราะไม่ใช่ใจความสำคัญ

“..หลังจากอ่านหนังสือจบเล่มแล้ว แต่กลับจำเนื้อหาได้เพียงบางส่วน เนื้อหาส่วนใหญ่ที่อ่านมาในบทแรกๆ มักจะเลือนหายไป จนต้องกลับมาอ่านทวนใหม่อีกครั้ง … ใครมีปัญหาแบบนี้บ้างคะ..”

“…ใช่ๆ เราก็เป็น..ยิ่งช่วงที่ต้องตะลุยอ่านเยอะๆ…”

“…เออ เหมือนกันเลย นึกว่าเป็นอยู่คนเดียว..”

“…แต่ของเราน่าจะแย่สุด คือ จำอะไรไม่ได้เลย…”

ภาพและเรื่องราว

แปลกแต่จริง คนเราจะจำ “ภาพ” ได้ดีกว่า “ตัวหนังสือ”

เช่น ถ้าผู้ชายคนนึงนามสกุล “Baker” ก็จำว่าเป็นภาพ “ขนมอบ” ก็จะจำได้ง่ายขึ้น อีกคนชื่อ “จัสติน” ก็ให้นึกถึงนักร้องอย่าง “จัสติน บีเบอร์”

เวลาอ่านเกี่ยวกับเรื่องราวของหอไอเฟล (Eiffel Tower)  ก็ให้จำที่ตัวภาพของหอไอเฟล แทนคำบรรยายลักษณะ เวลาศึกษาเรื่องกลจักรไอน้ำ ก็ให้ดูที่ภาพ หรือหาวีดีโอมาดูลักษณะการทำงาน มากกว่าการจดจำ ด้วยการท่องเป็นขั้นๆ

การใช้เรื่องราว ก็ได้ผลดีมากๆ เช่น ข้อมูล 5118496555 หากต้องจำเป็นตัวเลขเลย จะยากมาก อาจนำมาแต่งเป็นเรื่อง เช่น หมู 5 ตัวชวนกันไปที่บ้านเลขที่ 118 ระหว่างทางเจอขนม 4 ชิ้นตกอยู่ หมูจึงทะเลาะกันว่าใครจะอด สุดท้ายพี่ใหญ่อดเพราะอ้วนสุด อ้วนถึง 96 กิโลกรัมแล้ว น้องหมูทั้งสี่ตัวจึงพากันหัวเราะเป็นเสียง 555 เพราะสะใจ (อ่านแล้วอาจดูตลก แต่เชื่อเถอะว่าพอทำจริงๆ เราจะจำได้นานเลยครับ) เทคนิคการอ่านหนังสือ ด้วยการผูกเรื่องและภาพจะช่วยให้เราจำง่ายและนานขึ้น

องค์รวม

ในการต่อจิ๊กซอว์ 1,000 ชิ้น ที่แยกๆ กันมาเป็นชิ้นๆ เราจะเริ่มต้นไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่ามันคือภาพอะไร แต่ถ้าให้เราเห็นภาพใหญ่หรือภาพรวมก่อน แล้วค่อยกระจายออกมาเป็นชิ้น เราจะสามารถต่อกลับเป็นรูปเดิมได้รวดเร็วมากขึ้น เพราะสมองเข้าใจภาพรวมหรือองค์รวมของสิ่งที่ทำ

วิธีการนี้เอาปรับมาใช้กับ เทคนิคการอ่านหนังสือ ได้ก็คือ..เปิดอ่านคำนำ สารบัญ บทสรุป เพื่อจะได้เข้าใจโครงสร้างของหนังสือเล่มนั้นๆ ว่าเริ่มต้นและจบลงอย่างไร ซึ่งจะทำให้เราอ่านเนื้อหาเข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้น

อีกวิธีก็คือ อ่านรีวิว หรือบทสรุปของคนอื่นที่เค้าอ่านมาแล้ว เราก็จะได้เห็นภาพรวมของหนังสือ พอเราไปอ่านเองก็จะเข้าใจง่าย เชื่อมโยงเนื้อหาได้เร็วขึ้น และยังเก็บรายละเอียดได้มากขึ้นด้วย

พักเบรค

จำนวนชั่วโมงที่อ่านหนังสือ ไมได้แปรผันตรงกับคะแนนสอบ และจำนวนชั่วโมงทำงานก็ไม่ได้แปรผันตรงกับ ประสิทธิภาพในการทำงาน..!

การตะลุยอ่านรวดเดียวจนจบโดยไม่พัก ช่วยให้เรารู้สึกดีก็จริงว่าอ่านได้เยอะ อ่านแบบเอาจริงเอาจัง แต่ในทางความเป็นจริงแล้วมันเป็นการกระทำที่ไม่ได้ให้ผลดีเลย เพราะสมองเรารับไม่ได้ทั้งหมด การอ่านไป พักไป จะช่วยสร้างความจำได้ดีมากกว่า

สมองคนเราต้องการเวลาพักเป็นช่วงๆ และเวลาในการย่อยข้อมูล ถ้ามันต้องซึมซับข้อมูลอยู่ตลอดเวลา มันจะอิ่มตัวแล้วรับอะไรเพิ่มไม่ได้อีก นั้นก็คือ…เวลาที่เรารู้สึกว่าสมองตื้อๆ หรือรู้สึกเหนื่อยล้านั่นเอง

ส่วนจุดสมดุล เป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องหาให้เหมาะกับตัวเอง เช่น อ่านหนังสือ 30 นาที พัก 5 นาที แล้วกลับมาอ่านใหม่ หรืออ่าน 45 นาที แล้วหยุดพักเพื่อมองออกไปไกลๆ มองต้นไม้เขียวๆ สักครู่ แล้วค่อยกลับมาอ่านใหม่

ลองการฝึกและใช้.. เทคนิคการอ่านหนังสือ ..ที่ถูกต้อง จะช่วยเราย่นระยะเวลาในการสร้างความเข้าใจ และสามารถทำให้เราจดจำเนื้อหาที่อ่านได้ดีขึ้น และนานขึ้นครับ

.

เนื้อหาเพิ่มเติมและหนังสือที่เกี่ยวข้อง

.

ร้านหนังสือ [BOOKSHOPS]

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>