การพูดโน้มน้าวใจ

การพูดโน้มน้าวใจ
การชนะใจผู้อื่นด้วยคำพูด
เเชร์ (Share)

การพูดโน้มน้าวใจ การชนะใจผู้อื่นด้วยคำพูดและการกระทำที่จริงใจ ความรู้จักถ่อมตน และการใช้เหตุผลที่แยบยล โดยไม่ทำให้เจ้าตัวทราบ เป็นหนทางที่ทำให้เกิดความราบรื่น ความพอใจ รวมถึงสร้างมิตรภาพที่ดีมามากมาย ลองมาดูวิธีการแห่งความสำเร็จเหล่านั้นด้วยกันครับ

เริ่มบทสนทนาด้วยความชื่นชมยินดี

อย่าเริ่มบทสนทนาด้วยการจับผิดและการติเตียน แต่ให้หาข้อดีของคนๆ นั้น เพื่อกล่าวชื่นชมอย่างจริงใจก่อนที่จะเข้าประเด็นหลักของการสนทนาหรือสิ่งที่ต้องการโน้มน้าว เพราะคนส่วนมากไม่ชอบที่จะรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นความจริง ตัวอย่างเช่น

ผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่ง ได้กล่าวชื่นชมการแต่งตัวของผู้ช่วยของเขาอย่างจริงใจว่า

“ นี่…ผมชอบการแต่งตัวเข้าชุดกันแบบนี้มากเลย สวยงาม และดูทะมัดทะแมง”

ซึ่งเขาก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ สิ่งนั้นทำให้ผู้ช่วยของเขาซึ่งเป็นหญิงสาววัยกลางคน รู้สึกดีและกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มและเขินเล็กน้อย จากนั้น ผู้บริหารคนดังกล่าวจึงพูดขึ้นว่า

“…ที่ฉันชมเธอน่ะเรื่องจริงนะ เธอเป็นคนแต่งตัวได้เก่งจริงๆ ดูดีและเหมาะสมกับกาละเทศะเสมอ …ว่าแต่ อยากจะบอกเรื่องนึงนะว่า อยากให้เข้าประชุมให้ตรงเวลาหน่อย ทุกฝ่ายจะได้ร่วมประชุมพร้อมกัน ตามเวลาที่กำหนดน่ะ..”

“..ค่ะ ดิฉันขอโทษจริงๆ ค่ะสำหรับวันนี้..” ฝ่ายหญิงกล่าวอย่างเต็มใจและดูมีสีหน้ามุ่งมั่น ว่าจะไม่ทำให้นายของเธอผิดหวังอีก

เรื่องราวระหว่างนายและลูกน้องก็จบไปด้วยดี โดยที่ฝ่ายหญิงยินยอมทำตาม โดยไม่รู้สึกไม่ดีกับการถูกตักเตือน ก็เนื่องจากลักษณะการพูดของฝ่ายชายที่เรียงลำดับ การสนทนาได้ดีและถูกต้อง คือเริ่มจากการกล่าวชมอย่างจริงใจ ไม่ใช่การติดเตียนแต่แรกเริ่ม

การพูดโน้มน้าวใจ ด้วยการ ชื่นชมยินดีอย่างจริงใจ
ชื่นชมอย่างจริงใจ

ตักเตือนหรือวิจารณ์ทางอ้อม

อย่าว่ากล่าวติเตียน ด้วยการพูดตรงๆ เพราะการพูดแบบตรงไปตรงมา สร้างความไม่พอใจและความขุ่นเคืองมานักต่อนักแล้ว ผู้จัดการห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เลือกที่จะส่งของที่ลูกค้าเพิ่งทำการซื้อ ให้กลุ่มพนักงานที่กำลังจับกลุ่มคุยกันแล้วพูดขึ้นว่า

“ลูกค้าต้องการของด่วนนะ รีบพาลูกค้าไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน และห่ออย่างดีนะ เพราะลูกค้าต้องการจะให้เป็นของขวัญ”

พนักงานกลุ่มนั้น จึงรีบแยกกัน และต่างคนต่างเดินก้มหน้ากลับไปที่ของตนอย่างรู้เนื้อรู้ตัวว่าตนได้ทำสิ่งบกพร่องในหน้าที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับผู้จัดการ เนื่องจากทางฝ่ายผู้จัดการเป็นผู้ที่แสดงตัวอย่างด้วยการกระทำให้เห็นว่า ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรระหว่างที่อยู่ในหน้าที่

พูดถึงความผิดพลาดของตัวเองก่อน

คุณ เดล คาร์เนกี้ นักเขียนที่มีชื่อเสียงและโด่งดังได้เล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งขณะที่เขาเห็นหลานสาวของเขาซึ่งมาช่วยงานที่บริษัท ทำผิดพลาดในงานที่เคยถูกสอนให้ก่อนหน้านี้แล้ว เขารู้สึกอึดอัดและอยากที่จะบอกกับหลานสาวของเขาถึงความผิดพลาดนั้น แต่แล้วก็นึกถึงตัวเองเมื่อตอนที่อายุ 19 เท่ากัน เขาก็เคยทำผิดอย่างนั้นมาก่อนเหมือนกัน จึงเลือกที่จะเล่าถึงข้อผิดพลาดของตัวเองให้หลานสาวฟังก่อนและพูดให้กำลังใจว่า

“ตอนที่อาเป็นวัยรุ่นอายุ 19 เท่าเธอก็เคยผิดพลาดอย่างนี้มาก่อนแหละ แต่ตอนนี้เธอสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดของอาได้ จะได้ไม่ต้องทำผิดซ้ำอีก”

“จริงๆ เธอเป็นคนเก่ง ทำได้อยู่แล้วล่ะ เพียงแต่ให้ความใส่ใจมากขึ้น ในสิ่งที่อาได้เคยสอนและบอกไปแล้ว”

เขาเล่าให้ฟังว่า การพูดโน้มน้าวใจ แบบนั้นทำให้หลานสาวของเขาน้อมรับคำแนะนำของเขาอย่างยินดี และไม่เคยทำงานผิดพลาดอีกเลย

ขอความเห็นแม้จะเป็นคำสั่ง

มีผู้บริหารมากมายที่ประสบความสำเร็จ ในการปกครองคน ด้วยการสั่งงานในลักษณะของการขอความเห็น เช่น

“เป็นไปได้ไหมว่าเราจะทำแบบนี้…?”

“คุณว่าโอเคไหมถ้าเราจะ..?”

“ทำอย่างนั้นดีไหม..?”

คำถามเหล่านั้นจริงๆ ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของคำสั่ง แต่เป็นการพูดที่ให้เกียรติ และให้ผู้รับคำสั่งมีโอกาสแสดงความคิดเห็นบ้างเพื่อที่จะได้ความร่วมมือ และเต็มใจในการทำงานนั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วง เป็นการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ ที่ได้ผลดีมาตลอด

กู้หน้าให้อีกฝ่ายหนึ่ง

ชัยชนะไม่เคยทำให้ฝ่ายที่พ่ายแพ้ ยอมจำนน จากใจจริง เพียงแต่รอคอยโอกาสที่เหมาะสม เพื่อที่จะหาทางต่อสู้ และกลับมาเป็นผู้ชนะ

อย่างไรก็ตาม มีหลายกรณี ที่ผู้ชนะสามารถพูดโน้มน้าวฝ่ายผู้แพ้ ให้ยอมจำนน และยอมรับจากภายในจิตใจ ขอยกตัวอย่าง เรื่องเล่าที่ร่ำลือในสงครามระหว่าง ประเทศตุรกีและกรีซ ซึ่งในวันที่สิ้นสุดสงคราม แม่ทัพฝ่ายผู้แพ้ได้ถูกนำตัวมาพบกับฝ่ายผู้ชนะ สิ่งที่ฝ่ายผู้ชนะกล่าวได้สร้างความประทับใจให้กับแม่ทัพฝ่ายผู้แพ้ ลูกน้อง และบรรดาทหารหาญทั้งหลาย

“เราอยากบอกท่านว่าสงครามก็เป็นเกมส์ชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้มีฝีมือที่ดีที่สุด ก็อาจจะแพ้ได้”

เป็นคำพูดที่ให้เกียรติ และทำให้ผู้ฟังยอมศิโรราบ ยอมจำนนต่อน้ำจิตน้ำใจ ของผู้พูดซึ่งเป็นฝ่ายชนะ คำพูดในลักษณะนี้เป็น การพูดโน้มน้าวใจ ที่มีประสิทธิภาพมาก

ยกย่องชมเชยแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย

มนุษย์เราทุกคนต้องการ “การยอมรับ” และการเคารพนับถือ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าของความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน (ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์)  การยอมรับ การกล่าวชื่นชม รวมถึงการเคารพนับถือ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้คนๆ หนึ่งทำสิ่งต่างๆ แบบเต็มใจและตั้งใจ วิธีคิดนี้ได้ถูกนำมาใช้ใน การพูดโน้มน้าวใจ การปรับทัศนคติ และการเปลี่ยนพฤติกรรมของเหล่านักโทษ ซึ่งในภายหลังสามารถกลับตัวเป็นคนดี เนื่องจากมีแรงจูงใจจากผู้คุมและนักอบรม ในการสรรหาสิ่งดีและผลงานเล็กๆ น้อยๆ ของนักโทษแต่ละคนมากล่าวถึงในที่ประชุม เพื่อเป็นตัวอย่างและบทเรียนให้กับเพื่อนนักโทษคนอื่นๆ

หลักการตรงนี้คือ นักโทษก็เป็นคนธรรมดานี่แหละ แต่เคยมีวิธีคิดที่ผิด จึงได้ส่งผลไปถึงพฤติกรรมที่ผิดพลาด ถ้าเราสามารถนำสิ่งดีๆ และสร้างความเชื่อใหม่ๆ โดยให้คุณค่าแก่พวกเขา นักโทษจำนวนมากเหล่านั้น ก็พร้อมจะเข้าใจ เห็นความจริง และกลับตัวเป็นคนดีได้

อุปโลกน์เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

ถ้าคนเรามีความเชื่อว่าเขาเป็นคนแบบใด เขาจะมีพฤติกรรมและปฏิบัติตัวแบบนั้น จนในที่สุดเขาก็จะได้เป็นตามความเชื่อที่เขามีจริงๆ นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกมากมาย ได้รับการบอกกล่าว และได้รับฟังคำพูดจากโค้ชฝ่ายจิตวิทยา ถึงความยิ่งใหญ่ที่พวกเขามีอยู่ในตัวเอง ความเชื่อเหล่านั้นถูกปลูกฝังทุกวันจนเขาชื่อว่า เขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่และผู้ชนะในกีฬาประเภทนั้นๆ ซึ่งความเชื่อส่งผลโดยตรงกับพฤติกรรม แล้วนักกีฬาเหล่านั้นในที่สุดก็เป็นนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกจริงๆ

“ผมเชื่อว่าคุณเก่งในเรื่องนี้ และทำได้ดีกว่า…”

“ผมเห็นไฟและพลังในตัวคุณอย่างล้นเหลือ คุณทำได้…”

พยายามหาศักยภาพของคนๆ นั้นให้เจอ พูดถึงศักยภาพของเขาพร้อมกับให้ความเชื่อมั่น เน้นที่จุดแข็งและศักยภาพ ไม่ใช่จุดอ่อน

ทำข้อผิดพลาดให้เป็นเรื่องง่ายที่จะแก้ไข

พูดถึงสิ่งที่ถูกต้องในหลายๆ ส่วน และเปรียบเทียบกับส่วนที่ต้องแก้ไขหรือปรับปรุง ทำให้เห็นว่า มันเป็นเรื่องง่ายที่จะแก้ไขความผิดหรือข้อผิดพลาดเหล่านั้น

“ที่ผ่านมาก็โอเคแล้ว จะดีขึ้นอีกนะถ้า…”

“เทคนิคนี้ เยี่ยมเลย เพียงแต่เรามาปรับ ให้ล้ำสมัยอีกนิดโดย…”

“เกือบใช่แล้วอีกนิดเดียวตรงนี้ไง…”

ทำให้ผู้อื่นมีความสุขในสิ่งที่ทำ

พูดและมองในมุมของอีกฝ่ายไม่ใช่ของตัวเราเอง

นโปเลียนเลือกที่จะมอบ “โล่” ให้แก่บรรดาทหารหาญเพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเขา ในความเสียสละ ความกล้าหาญ เเละความภูมิใจในตัวเอง มากกว่าที่จะบอกออกไปตรงๆ กับทหารเหล่านั้นว่า ต้องออกไปรบเพื่อชัยชนะของเขาเองในฐานะผู้นำ

ซึ่งเป็นวิธีที่ให้ผู้อื่นทำสิ่งต่างๆ โดยกล่าวถึงประโยชน์ที่เขาจะได้รับมากกว่าสิ่งที่เราต้องการ

การที่เรามีความเข้าใจในธรรมชาติของคนได้อย่างลึกซึ้ง การพูดโน้มน้าวใจ อย่างมีวาทศิลป์ จะช่วยสร้างสรรค์ให้เราอยู่ร่วมกับสังคมได้ดี ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงสามารถทำให้เกิดมิตรภาพที่ดีได้ การทำตนให้ผู้อื่นรักย่อมดีกว่าทำตัวให้ผู้อื่นเกลียด เพราะนั่นคือศัตรูที่อาจขัดขวางเราในเรื่องต่างๆ

คำแนะนำข้างต้น จึงเหมาะกับทุกสาขาอาชีพ เพื่อการพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จ มีมิตรภาพที่ดีและถาวรให้กับตนเอง

.

เนื้อหาเพิ่มเติมและหนังสือที่เกี่ยวข้อง

.

ร้านหนังสือ [BOOKSHOPS]

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>