รู้จักพอ จะก่อสุข

รู้จักพอ
เลิกไขว่ขว้า เพื่อหันมาใช้ชีวิต
เเชร์ (Share)

รู้จักพอ จะก่อสุข

“ผมมันก็แค่ ‘คนธรรมดาๆ’ คนหนึ่งเอง.. รู้ไหมถ้ารวยกว่านี้ ถึงจะ….”

รู้จักหยุด รู้จักพอ จะก่อสุข..  รู้จักพอแล้วเลิกไขว่ขว้า เพื่อหันมาใช้ชีวิตที่มีคุณค่า  

ชีวิตติดเบรค

(บทคัดย่อจากหนังสือ ‘มีใจเป็นมิตร มีจิตเป็นเพื่อน’ โดย หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

..เส้นทางส่วนใหญ่หรือว่าทั้งหมดนั้นมีไว้สำหรับเดิน สำหรับวิ่ง ถ้าเดินช้าก็ขับรถไป แต่ว่าทางดับทุกข์เส้นนี้ไม่ได้มีไว้ให้วิ่ง แต่มีไว้ให้หยุด ไม่เหมือนกับเส้นทางทั่วไป เพราะว่ามีไว้ให้หยุด ถ้าหยุดเป็น ถ้ารู้จักหยุดก็ดับทุกข์ได้

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปโปรด องคุลิมาล เราคงรู้จักองคุลิมาลนะ องคุลีมาลเป็นคนที่ตามล่าฆ่าคนและเก็บสะสมนิ้วของคนที่ตัวเองฆ่าเอาไว้ เขาฆ่าคนแล้วคนเล่าเพราะเชื่ออาจารย์ที่หลอกเขาว่า ถ้าสะสมนิ้วมนุษย์ได้ ๑,ooo นิ้ว จะสอนวิชาสำคัญให้ องคุลีมาลสะสมได้ ๙๙๙ นิ้ว ขาดอีก ๑ นิ้ว ซึ่งก็พอดีกับที่แม่ขององคุลีมาล ออกตามหาเขา ตอนนั้นองคุลีมาลคลุ้มคลั่ง ไม่รู้ใครเป็นใครแล้ว พระพุทธเจ้าทรงเกรงว่าองคุลีมาลจะฆ่าแม่ของตน.. พระองค์จึงเสด็จไปโปรดองคุลีมาล องคุลีมาลเมื่อเห็นพระองค์ก็วิ่งไล่ตามพระองค์พร้อมตะโกนว่า ‘หยุด’

พระองค์ก็เสด็จขึ้นหน้าไปเรื่อย เดินช้าๆ แต่ว่าองคุลีมาลตามไม่ทัน องคุลีมาลก็บอกว่า “สมณะหยุดๆ” แต่พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “เราหยุดแล้วแต่ท่านสิยังไม่หยุด” พระพุทธองค์หยุดแล้วแต่ท่านยังไม่หยุด ท่านนี่ใคร ไม่ใช่แต่องคุลีมาลคนเดียวนะ ท่านนี่หมายถึงคนทั้งหลายในโลกนี้ด้วย ที่ยังไม่หยุดวิ่งในสังสารวัฏ วิ่งไม่หยุด วนไปเวียนมาในสังสารวัฏนี่แหละ

เราแต่ละคนที่จริงก็ไม่ต่างจากองคุลีมาลนะ องคุลีมาลเขาสะสมนิ้ว คนส่วนใหญ่ในโลกก็สะสมเหมือนกัน แต่ว่าไม่ใช่นิ้ว อาจจะสะสมเงินทอง ไล่ล่าหาสมบัติ มีรถคันเดียวไม่พอ สองคันก็ไม่พอ สามคันก็ไม่พอ บางคนมีหลายสิบคัน ราคาคันละหลายล้าน ที่ไม่มีปัญญาสะสมรถก็สะสมอย่างอื่นแทน อย่างน้อยๆ ก็สะสมเงิน สะสมทอง บางทีก็สะสมชื่อเสียง แต่ไม่พอสักที จนกระทั่งได้มาเป็นหมื่นล้านก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ ไม่มีความหมาย มีบางคนรู้สึกทนไม่ได้กับความคิดที่ว่า ตนเองเป็นแค่เศรษฐีหมื่นล้านธรรมดาคนหนึ่ง ก็เลยอยากได้อีก แต่คราวนี้ไม่อยากได้เงินแล้ว อยากได้ชื่อเสียงเกียรติยศ อยากเป็นรัฐมนตรี อยากได้อำนาจ อยากมีคนมาห้อมล้อมสรรเสริญ แห่แหน นี่ก็สะสมเหมือนกัน สะสมกันไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด” อันนี้ก็ขอให้เราได้ระลึกว่า พระองค์ไม่ได้ตรัสกับองคุลีมาลคนเดียวเท่านั้น แต่กับผู้คนทั้งหลาย การหยุดนั้นถ้าหยุดให้เป็น หยุดให้ถูก ก็จะช่วยให้เราพ้นทุกข์ หายเร่าร้อนได้ ไม่มีวิธีอื่น คนส่วนใหญ่ในโลกนี้เหมือนกับคนที่อยากจะวิ่งหนีเงาในตอนสายๆ มีคนหนึ่งรู้สึกรำคาญเงาของตัวเอง อยากจะวิ่งหนีเงา อยู่ในที่โล่งแดดร้อนเปรี้ยง เขาวิ่งหนีเงา วิ่งแล้ววิ่งเล่าเงาก็ไม่หาย วิ่งตั้งแต่เช้าสายจนถึงบ่าย เงายังตามตัวอยู่เรื่อยๆ วิ่งเร็วเท่าไหร่เงาก็ตามเร็วเท่านั้น วิ่งช้าเงาก็ตามช้า วิ่งเร็วเงาก็ตามเร็ว เขาวิ่งจนเหนื่อยแต่ยังคงวิ่งต่อไป วิ่งๆ จนหมดแรง โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า ถ้าหากจะหนีเงานี้มันง่ายนิดเดียว ก็คือมานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ หยุดวิ่งแล้วมานั่งสงบอยู่ใต้ต้นไม้ แค่นั้นเงาก็หาย ไม่ได้ยากลำบากอะไรเลย

เราเองก็กำลังวิ่งเหมือนกัน วิ่งหนีความทุกข์ แล้วคิดว่าต้องไปข้างหน้าๆ จึงจะหนีเงาได้ ข้างหน้าคืออะไรข้างหน้าคือความก้าวหน้า คือต้องมีเงินให้มากๆ ต้องเลื่อนตำแหน่ง ต้องมีบ้านหลังใหญ่ขึ้น ต้องมีเพชรนิลจินดามากขึ้น นี่เรียกว่าความก้าวหน้าของโลกสมัยนี้…

พุทธศาสนาหรือธรรมะก็เหมือนกับต้นไม้ใหญ่ ที่มีไว้เพื่อให้เราได้มาหลบอยู่ใต้ร่มเงา ให้เราได้รู้จักหยุดเสียที แล้วก็มาหลบอยู่ใต้ต้นไม้ จะได้ไม่มีเงาให้รำคาญใจอีกต่อไป ทีแรกก็หยุดดิ้นรนหยุดแสวงหา แต่จะหยุดได้นั้นต้องหยุดที่ข้างใน ถ้าข้างในยังไม่หยุด ข้างนอกก็หยุดได้แต่เพียงมือไม้หรือว่าแขนขา แต่ว่าข้างในยังเป็นทุกข์อยู่ นอกจากจะหยุดดิ้นรนวิ่งวนอยู่ภายนอกแล้ว ข้างในก็ต้องหยุดด้วย

เราต้องรู้จักหยุดความคิดให้เป็น หยุดความอยากให้ได้ ตรงนี้เป็นเรื่องที่หยุดยาก ร่างกายยังรู้จักหยุดเพราะว่าถึงเวลาเหนื่อยก็รู้จักหยุดได้เอง… แต่ใจนี่สิ ไม่ค่อยหยุดง่ายๆ กินก็ยังคิด.. นอนก็ยังคิด แต่คิดไปแล้วใช่ว่าจะมีความสุข ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ แต่มันหยุดไม่ได้ เพราะว่าคิดเก่ง คิดจนเป็นนิสัย หยุดคิดไม่ได้

อะไรล่ะที่ช่วยให้หยุดคิดได้ ก็คือสตินั่นเอง สติเป็นทั้งคันเร่งและเบรคในตัว ถ้ารถมีแต่คันเร่งไม่มีเบรค ถึงแม้จะวิ่งเร็วแค่ไหนแพงแค่ไหน ก็ไม่มีใครอยากขับอยากซื้อ… คนเราก็มีเบรคกันทั้งนั้นแหละ แต่ว่าไม่ค่อยได้ใช้หรือว่าไม่รู้วิธีใช้

สติจะช่วยให้เราหยุดหรือปล่อยวางความคิดได้เร็วขึ้น แต่ก่อนคิดไปเป็นคุ้งเป็นเเคว กว่าจะหยุดได้ก็นาน ไม่ใช่ว่าสติทำไม่ได้  ทำได้แต่ว่ายังไม่เข้มแข็งฉับไว เราต้องฝึกให้สติของเราเข้มแข็ง จนกระทั่งหยุดได้วางได้ หยุดให้เป็นก็เย็นได้ จำเอาไว้หยุดให้เป็นก็เย็นได้ ที่ร้อนอยู่นี้เพราะหยุดไม่เป็น

รู้จักพอ ..รู้จักหยุด รู้จักพอ
รู้จักหยุด รู้จักพอ

‘หยุด’ ไม่ได้หมายความว่าไม่ขยันขันแข็งนะ ขยันขันแข็งยังจำเป็นอยู่ แต่ขยันให้ถูกแล้วก็.. รู้จักพอ ..ด้วย ความเพียรกับสันโดษต้องไปด้วยกัน สันโดษคือความรู้จักพอ รู้จักพอ ..ก็เรียกว่าหยุดได้ แต่ว่ามันต้องขยัน ขยันทำหรือขยันทำมาหากิน แต่ก็.. รู้จักพอ ..ด้วย อย่างคนที่ขยันรู้จักทำมาหากิน แต่พอถึงวันพระ เอ้า หยุด หยุดมาจำศีล อันนี้ถือว่าถูกต้อง บางทีทำงานเหนื่อย เอ้า หยุดบ้าง อย่าทำมาหาเงินตลอดเวลา..

แล้วก็อย่าลืม ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ถึงที่สุดธรรมชาติก็ต้องให้เรา หยุดเหมือนกัน คนเราในที่สุดก็เหมือนกับนาฬิกาที่ไขลาน ไม่ว่าจะไขนานแค่ไหน ในที่สุดลานก็ต้องคลายออก จนนาฬิกาหยุดเดิน..

หยุดให้เป็นก็คือตายให้เป็นด้วย ลองฝึกดูว่าเราจะตายให้เป็นได้อย่างไร มีการพิจารณาความตายอยู่เสมอ ฝึกมรณสติ..

พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้เราทำกับตายเหมือนกับคนที่ทำงาน ขณะที่ยังไม่หยุดงาน ก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ก็รู้ว่าเวลาเลิกงานจะต้องมาถึงในที่สุด และเมื่อได้เวลาเลิกงานก็วางการงานทุกอย่าง ไม่มีการอาลัย วางเครื่องมือเครื่องไม้เสร็จ ก็เดินกลับบ้าน ตัวเบาปลิว ไม่มีห่วงกังวลอะไรทั้งสิ้น…

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>