ดูแลตัวเอง ด้วยการดูแลผู้อื่น

ดูเเลตัวเอง
และให้ดูแลผู้อื่น ด้วยการ.. ดูแลตัวเอง
เเชร์ (Share)

ดูแลตัวเอง ด้วยการดูแลผู้อื่น

ดูแลตัวเอง ด้วยการดูแลผู้อื่น และให้ดูแลผู้อื่น ด้วยการ.. ดูแลตัวเอง

ในแง่สัจธรรมแล้ว ทั้งสองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก หรืออาจจะเป็นเรื่องเดียวกันเลยก็ว่าได้ ดูแลตัวเองด้วยการดูแลผู้อื่น และดูแลผู้อื่นด้วยการ ดูแลตัวเอง เป็นส่วนกลับของกันและกัน

ตามรักษาตนพร้อมกับคนอื่นๆ

(บทคัดย่อจากหนังสือ ‘มีใจเป็นมิตร มีจิตเป็นเพื่อน’ โดย หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

..บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น คนผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตน..

…รักษาตนย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น อันนี้มีความหมายมาก เพราะว่าเวลาเราอยู่กันเป็นหมู่คณะ ถ้าเราอยากจะให้หมู่คณะดี เป็นไปอย่างปกติเรียบร้อย สิ่งสำคัญที่เราจะต้องตระหนักก็คือว่า เราจะต้องเริ่มต้นจากการรักษาตัวเองให้ดี คือ.. ดูแลตัวเอง ให้ดีทำตัวเองให้ดี ถ้าเราทำตัวให้ดี ระมัดระวังรักษาจิตของตัวเองให้ดี จะช่วยเหลือหมู่คณะ หรือชุมชนให้ดีไปด้วยกัน ปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้นเพราะว่าเราไปคิดแก้ไขคนอื่น พอไปคิดแก้ไขคนอื่นแล้ว ไม่ได้ดูจิตใจของตัวเอง เราก็เลยกลายเป็นผู้ก่อปัญหาเสียเอง อันนี้ต้องระวังให้ดี

เมื่อใดก็ตามที่เรามองเห็นว่าคนอื่นเป็นปัญหา เราจะต้องระวังตัว ระมัดระวังรักษาจิตใจของเราว่า อย่าให้กลายเป็นปัญหาด้วย เพราะธรรมดาเมื่อคนเรามองเห็นว่า ใครเป็นปัญหา แล้วก็จะเริ่มมีอคติ แล้วอคติก็จะสะสม กลายเป็นความขุ่นเคืองที่อัดแน่น เมื่อเห็นใครเป็นปัญหา เรามักจ้องดูแต่ความไม่ดีของเขา จดจ่อสิ่งที่ไม่ดีของเขา แง่ดีๆ มักมองไม่เห็น จิตจะไวในการรับรู้ความไม่ดีของเขา และเมื่อไวมากๆ เห็นบ่อยๆ มันก็จะเก็บความสะสมความไม่พอใจไว้ ไม่พอใจมากๆ เข้าก็ระเบิดออกมา กลายเป็นว่าเรานั่นเองที่เป็นตัวปัญหา

ที่อเมริกา มีความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนการทำแท้ง กับฝ่ายที่คัดค้านการทำแท้ง ฝ่ายหลังจะเรียกตัวเองว่า เป็นกลุ่มโปรไลฟ์ คือเชิดชูชีวิต ถือว่าชีวิตเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่จะละเมิดไม่ได้ ฝ่ายสนับสนุนการทำแท้งก็มีหมอและพยาบาล ซึ่งเปิดคลินิกทำแท้งให้ในรัฐที่อนุญาต ฝ่ายที่คัดค้านก็ไม่พอใจ บางทีก็ไปประท้วงอยู่หน้าคลินิกทำแท้ง พวกนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเคร่งศาสนา แต่ประท้วงแล้วไม่ได้ผล แม้จะเอาตัวเข้าไปขวาง เพื่อไม่ให้คนเข้าคลินิกก็ไม่ได้ผล เพราะมันผิดกฎหมาย กีดขวางทางตำรวจก็มาไล่ไป คนที่ต้องการทำแท้ง หรือหมอพยาบาลที่สนับสนุนการทำแท้ง จึงยังทำต่อไปได้เขาถือว่า ช่วยเด็กวัยรุ่นที่อาจพลั้งพลาดพลั้งเผลอไป

คราวนี้ฝ่ายต่อต้านการทำแท้ง ก็มีคนหนึ่งที่ทนไม่ได้กับการทำแท้ง เห็นว่าพวกทำแท้งนี่มันเลวมาก ต่อต้านยังไงก็ไม่ได้ผล วันดีคืนดีก็คว้าปืนเข้าไปยิงหมอตายคาคลินิก เขาเกลียดหมอที่ทำแท้งประณามว่าเป็นฆาตกร แต่แล้วตัวเองก็ทำอย่างนั้นเหมือนกันคือ ไปฆ่าเขา ทั้งๆ ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชิดชูชีวิต ทำไมถึงทำอย่างนั้นได้ ก็เพราะความโกรธจนลืมตัว เราโกรธใครเรื่องอะไรขอให้ระวังไว้ว่า เราอาจจะทำอย่างนั้นกับเขาบ้าง เพราะอยากจะตอบโต้ พอไปตอบโต้เข้า ถ้าไม่ระมัดระวังตัว ไม่มีสติ เราก็จะไปตอบโต้ด้วยวิธีการเดียวกับที่เขาทำ ไม่ว่าที่ทำกับเราหรือทำกับคนอื่นก็แล้วแต่

..เพราะฉะนั้นการที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า การรักษาผู้อื่นด้วยการรักษาตน การรักษาตนก็เท่ากับเป็นการรักษาผู้อื่น นี้จึงมีความหมายมากไม่ได้เป็นการพูดโดยโวหารอย่างเดียว

แต่ไม่ได้หมายความว่า เพียงแค่เราทำดี สังคมก็จะดีไปด้วยนะ ไม่ใช่ เดี๋ยวนี้มักจะพูดกันว่า ถ้าเราทำตัวให้ดีสังคมก็จะดี อันนั้นมันถูกครึ่งเดียว การที่เรารักษาตัวเองให้ดีน่ะดีแล้ว มันเป็นจุดเริ่มต้นในการที่จะทำให้ชุมชนสังคมดีขึ้น อย่างน้อยก็ไม่แย่ลงกว่าเดิม แต่ว่าเท่านี้ยังไม่พอ เราต้องเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่นด้วย เพราะการช่วยเหลือผู้อื่นก็เท่ากับเป็นการรักษาตน เป็นการช่วยตัวเองด้วย ถ้าเราช่วยผู้อื่นก็เท่ากับช่วยตัวเอง ช่วยอย่างไร ก็ช่วยด้วยเมตตาและกรุณา อันนี้ก็เป็นประโยคหลังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัส

ดูแลตัวเอง ด้วยการดูแลผู้อื่น
เราช่วยผู้อื่นก็เท่ากับช่วยตัวเอง

.. การที่เราช่วยเหลือเอาใจใส่ผู้อื่น ก็เป็นการรักษาตนไปด้วย ทำให้เรามีเมตตากรุณามากขึ้น ทำให้เรามีความละเอียดอ่อน ใส่ใจผู้อื่นมากขึ้น ให้เรามีสันติ มีความอดทนมากขึ้น ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องบุญกุศล ที่จะเกิดขึ้นจากการทำสิ่งนั้น การที่เราช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม แม้แต่ขั้นต้นคือมีความปรารถนาดีต่อเขา เราก็ได้ประโยชน์แล้ว ใครทำดีเพียงแค่เราอนุโมทนา ก็เท่ากับสร้างบุญกุศลให้แก่ตัวเราไปในตัว ใครทำความดีเราก็อนุโมทนา ไม่อิจฉาเขา

..ใครที่ทำดีกว่า แม้ว่าจะมีความอิจฉาอยู่ลึกๆ แต่ก็อย่าให้มาก ให้ถือว่าที่อิจฉานั้นคือกิเลสมันอิจฉา ไม่ใช่ตัวเรา เมื่อกิเลสอิจฉาก็อย่าไปเชื่อฟังกิเลสมาก อย่าให้กิเลสครองใจ บางทีเราไม่ค่อยแยก ไม่ค่อยรู้ทันกิเลส แต่พอรู้ตัวก็ให้ระมัดระวัง

ถ้าเรามองแล้วรู้เท่าทันกิเลส รู้เท่าทันอัตตา แม้ว่าจะยังมีความโกรธ มีความอิจฉา หรือมีความขุ่นเคืองอยู่ มันก็ทำอะไรเราไม่ได้ ขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับความจริงด้วยว่า เรายังเป็นปุถุชนอยู่ เป็นเรื่องธรรมดานะ ใครดีใครเด่นเราอาจจะอิจฉาเขาบ้าง อาจจะเหล่เขาบ้าง หรือใครมาทำอะไรไม่ดีกับเรา เราอาจจะโกรธเขาบ้าง แต่อย่าไปเสียใจหรือโมโหตัวเองที่เป็นอย่างนั้น บางคนนี้ติดดีมาก กระฟัดกระเฟียดว่า ทำไมตัวเองเป็นคนอย่างนั้น ทำไมเราอิจฉา ทำไมเราโกรธ ปฏิบัติธรรมแล้ว ทำไมเรายังเป็นอย่างนี้ อย่างนี้เรียกว่าติดดี

ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับใคร ถ้าเรามีความปรารถนาดี แม้ว่าจะมีความพลั้งพลาดพลั้งเผลอ เราก็สามารถหาประโยชน์จากมันได้ เป็นประโยชน์ที่ช่วยในการส่งเสริมพัฒนาตนขึ้นมา ให้มีความอดทน ให้มีความเพียร ให้มีความฉลาด ก็เท่ากับว่าเป็นการรักษาตนด้วยเหมือนกัน เมื่อเราช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเมตตากรุณา ก็จะเป็นการช่วยลดกิเลส ลดอัตรา ลดทิฐิมานะ เป็นการพัฒนาตนไปด้วยในตัว

ถ้ารักตัวเองอย่างถูกต้อง ก็อยากช่วยเหลือผู้อื่น เพราะเป็นการลดละตัวตน กำจัดกิเลสและอวิชชา ในทำนองเดียวกันยิ่งละตัวตน ขจัดกิเลสอวิชชาได้มากเท่าไหร่ ก็รักผู้อื่นและช่วยเหลือผู้อื่นได้มากเท่านั้น การรักษาตนกับการรักษาผู้อื่น เป็นเรื่องเดียวกันเพราะเหตุนี้

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>