ลงทุนอะไรดี.?

ลงทุนอะไรดี
เเละควรลงทุนอย่างไรดี
เเชร์ (Share)

ลงทุนอะไรดี.?

ลงทุนอะไรดี..ที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีและมั่นคง..?

เป็นคำถามที่คุ้นเคย และได้ยินกันบ่อยๆ จากหลายๆ คนที่ต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน และความมั่นคงในการดำเนินชีวิต

เราลองมาดูคำแนะนำ..บางส่วนบางตอน..จากคุณ Benjamin Graham ปรมาจารย์ด้านการลงทุน และเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง ‘The Intelligent Investor’ ซึ่งคุณ Warren Buffett ยกย่องว่าเป็นหนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด..!

ความต่างที่ดูเหมือน

สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การทำความเข้าใจและการยอมรับกับตัวเราเองว่า..เรากำลังจะใช้เงินไปเพื่อ ‘การลงทุน’ หรือ ‘การเก็งกำไร’ ซึ่งทั้งสองอย่างจะมีวิธีการ รูปแบบของผลลัพธ์ และอาศัยกรอบความคิด (mindset) ที่ไม่เหมือนกัน

เป็นความต่างที่ดูเหมือน และยังมีผู้คนเป็นจำนวนมากที่คิดว่า ทั้งสองสิ่งเป็นเรื่องเดียวกัน..ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว สองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การลงทุน (Investment) – คือการนำเงินไปสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยจะต้องผ่านการวิเคราะห์ที่ดีเพื่อให้เกิดความปลอดภัยของ ’เงินลงทุนเริ่มต้น’ และได้รับผลตอบแทนในระดับที่น่าพึงพอใจ (Adequate Return on Investment)

การเก็งกำไร (Speculation) –คือ การนำเงินไปสร้างผลตอบแทน ด้วยการคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างผลกำไร จากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขาย ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว จะเป็นการตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า ความรู้สึก หรือคำบอกต่อ โดยมิได้อาศัยการวิเคราะห์มากนัก

เพื่อตอบคำถามตัวเองว่าจะลงทุนอะไรดี นักลงทุนจะมองและเน้นไปที่คุณค่าของธุรกิจที่เข้าไปลงทุน เฟ้นหาหุ้นพื้นฐานดี มีความมั่นคง มีแนวโน้มการเติบโตในอนาคต เป็นการเข้าซื้อหุ้นเพื่อหวังเงินปันผล และราคาหุ้นที่จะเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว ในขณะที่นักเก็งกำไรจะเน้นที่โอกาส และจังหวะของการทำกำไรระยะสั้น และส่วนใหญ่มักมีความถี่ในการเข้าซื้อและขายมากกว่า

..ในขณะที่ บางคนก็จะทำทั้งสองรูปแบบ ด้วยการแบ่งสัดส่วนของพอร์ทลงทุนอย่างชัดเจน โดยจะมีส่วนที่ใช้เก็งกำไรประมาณ 10% ของมูลค่าพอร์ททั้งหมด เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มากขึ้นเช่นกัน

พอร์ตลงทุน

ลงทุนอะไรดี ..หุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ หรือควรผสมกันอย่าไร

พอร์ทการลงทุนควรมีสัดส่วนของ หุ้น (ตราสารทุน) และ พันธบัตร/หุ้นกู้ (ตราสารหนี้) ในสัดส่วน 50:50 และสามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นและลดลงได้ แต่จะไม่ถือตัวใดตัวหนึ่งเกิน 75% หรือต่ำกว่า 25% เพื่อให้ลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละตราสารช่วยสร้างสมดุลและผลกำไรของพอร์ตอย่างมั่นคง

ลงทุนอะไรดี เเละจ้ดสรรอย่างไร
จัดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม

‘หุ้น’ จะมีผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยง และความผันผวนที่สูง

‘พันธบัตร’ และ ‘หุ้นกู้’ นั้นจะให้ผลตอบแทนต่ำกว่า แต่มีข้อดีคือ ความสม่ำเสมอที่มากกว่า และความเสี่ยงที่น้อยกว่า

คุณ Benjamin Graham ปรมาจารย์ด้านการลงทุนแนะนำเทคนิคอันหนึ่ง ที่น่าจะเหมาะกับนักลงทุนทั่วๆ ไป ที่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน หรือมีเวลามากพอที่จะติดตามการเคลื่อนไหวของหุ้นตลอดเวลาว่า..

..ควรที่จะจัดสัดส่วนของ หุ้น : พันธบัตร/หุ้นกู้  ..ให้คงที่ตลอดอายุของตราสาร ด้วยการปรับพอร์ตทุกๆ ครึ่งปี ซึ่งจะทำให้เราซื้อถูก-ขายแพง (Buy Low – Sell High) แบบสะสมต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น.. ตอนเริ่มต้น เราจัดสัดส่วนอยู่ที่ 50:50 (หุ้น : พันธบัตร/หุ้นกู้) 

เมื่อเวลาผ่านไป ราคาหุ้นขยับตัวสูงขึ้น ทำให้มูลค่าพอร์ตกลายเป็น 60:40 ก็ให้เราขายหุ้นบางส่วนออกไปเพื่อนำเงินไปซื้อพันธบัตร และ/หรือ หุ้นกู้ เพิ่มขี้นเพื่อให้สัดส่วนกลับมาเป็น 50:50  คือเราจะได้กำไรจากการขายหุ้นในราคาที่สูง (Sell High) และอาจจะได้ซื้อ พันธบัตร และ/หรือ หุ้นกู้ ในราคาที่ถูกลง (Buy Low) เพราะราคาตราสารทุนกับตราสารหนี้มักเดินสวนทางกัน..แต่ก็ไม่เสมอไป

ในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาหุ้นปรับตัวลดลง แลัวทำให้มูลค่าพอร์ตกลายเป็น 40:60 ก็ให้เราขาย พันธบัตร และ/หรือ หุ้นกู้ แล้วนำเงินมาซื้อหุ้นเพิ่ม เพื่อให้สัดส่วนกลับมาเป็น 50:50  คือเราจะซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำ (Buy Low)

ถ้ามีวินัยในการปรับพอร์ทแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะทำให้พอร์ตของเรามีกำไรในระยาวแน่นอน เพราะเราขายหุ้นเพื่อเก็บกำไร และช้อนซื้อเมื่อราคาตก

เลือกหุ้น

เลือกลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดีและมั่นคง เกณฑ์ที่ใช้ในการการคัดเลือกหุ้นมีทั้งหมด 7 ข้อ

  • บริษัทต้องมีขนาดที่ใหญ่พอ
  • โครงสร้างเงินทุนแข็งแรง
  • มีกำไรสม่ำเสมออย่างน้อย 10 ปี
  • กำไรเติบโตรวมอย่างน้อย 33% ใน 10 ปีย้อนหลัง
  • จ่ายปันผลติดต่ออย่างสม่ำเสมอ
  • P/E Ratio ต่ำ (เทียบกับกลุ่มธุรกิจเดียวกัน)
  • P/BV Ratio ต่ำ (เทียบกับกลุ่มธุรกิจเดียวกัน)

กระจายความเสี่ยง

นอกจากลงทุนอะไรดีแล้ว ยังต้องรู้ว่าควรลงทุนอย่างไรดี

ควรลงทุนในหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ด้านบนหลายๆ ตัว เพื่อกระจายความเสี่ยง ..ไม่ถือเพียงหุ้นตัวใดตัวหนึ่งหรือแค่สองสามตัว การถือหุ้นที่ดีหลายๆ ตัว จะช่วยชดเชยกันไปมาระหว่าง หุ้นที่ราคาอาจจะต่ำลงด้วยปัจจัยต่างๆ กับหุ้นที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น  

การลงทุนด้วยการกระจายไปที่หุ้นหลายตัวแบบนี้..จะคล้ายกับการลงทุนใน ‘กองทุนหุ้นดัชนี’ ซึ่งเป็นกองทุนที่ประกอบไปด้วยหุ้นขนาดใหญ่ และมั่นคงของประเทศหลายตัว (ในประเทศไทยคือ SET50, SET100)

กองทุนหุ้นดัชนี ..ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับคนที่ไม่ถนัดหรือไม่มีเวลาในการวิเคราะห์หุ้นเป็นรายตัว

แค่เข้าใจ..ไม่ถึงกับทำใจ

เนื่องจาก..การลงทุนต้องใช้เวลามากกว่าการเก็งกำไร ในการสร้างผลตอบแทน เราจึงต้องอาศัยความใจเย็นและความอดทนต่อปัจจัยภายนอกต่างๆ ที่จะเข้ามากระทบกับการเติบโตหรือผลกำไรของพอร์ตลงทุน

ความผันผวนของราคาในระยะสั้น – ไม่ว่าเราจะวิเคราะห์ได้ดีขนาดไหน ก็จะต้องมีปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมที่ทำให้หุ้นราคาตก แต่การที่ราคาตกในระยะสั้นนั้น ไม่ได้มีผลกระทบกับการลงทุนเลย ถ้าเราได้เลือกหุ้นอย่างถูกต้องตามเกณฑ์ที่กล่าวไว้ข้างต้น ..ไม่ต้องสนใจมัน (ignore) เพราะนั่นเป็นการผันผวนตามกลไกของตลาด ไม่ได้สะท้อนราคาที่แท้จริงของหุ้นตัวนั้น

นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์/ผู้ให้คำปรึกษาด้านการลงทุน – เราต้องไม่ลืมว่ารายได้หลักส่วนหนึ่งของพวกเขานั้นมาจากค่าธรรมเนียมการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ (Brokerage Fees) ของเราด้วยเช่นกัน ..มีนายหน้าหลายๆ คนที่ชอบเน้นให้ลูกค้าลงทุนแบบเก็งกำไรระยะสั้น แล้วซื้อมาขายไปหลายๆ รอบใน 1 ปี ซึ่งถ้าเราไม่พิจารณาให้ดี และคล้อยตามคำแนะนำไปทุกรอบ ก็อาจจะเกิดความเสี่ยงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

….

สำหรับคำแนะนำเชิงลึก และเทคนิคที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมายจากคุณ Benjamin Graham  สามารถอ่านได้จากหนังสือเรื่อง คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (The Intelligent Investor) นะครับ

.

หนังสือ: คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า

.

ร้านหนังสือ [Bookshops]

.

กดปุ่มเพื่อติดตาม

(Click to follow)


เเชร์ (Share)

<Reference list is on ABOUT US page>